ชวนเที่ยวเมืองมะละกา เมืองมรดกโลกจากมาเลเซียอันแสนจะมีเสน่ห์แห่งเอเชีย

มาเลเซียเป็นประเทศที่ไม่ไกลจากประเทศไทยมากนัก แถมยังมีโปรโมชั่นจากสายการบินต่าง ๆ มายั่วให้ลองไปสักครั้ง หากคุณสนใจอยากจะไปเยือนประเทศที่อยู่ใกล้ ๆ บ้านเรา มีสิ่งแวดล้อมและการดำเนินชีวิตที่ค่อนข้างจะคล้ายบ้านเราแต่ไม่เหมือนบ้านเราเสียทีเดียว แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะลองมาเที่ยวดูหรือไม่ เราจะมาแนะนำหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวของมาเลเซียให้ได้รู้จัก ซึ่งก็คือเมืองมะละกานั่นเอง

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจและห้ามพลาดในเมืองมะละกา เมืองมรดกโลกของมาเลเซีย

เมืองที่มีชื่อเสียงที่สุดในมาเลเซียก็คือ มะละกาซึ่งถือว่าเป็นเมืองเล็ก ๆ ในรัฐทางตอนใต้ของมาเลเซีย อีกทั้งได้รับว่าเป็นเมืองมรดกโลกจาก UNESCO (UNESCO World Heritage) มีสถานที่ท่องเที่ยวที่แสดงถึงศิลปะวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัวของประเทศได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นดัตช์ สแควร์ (Dutch Square) หรือจตุรัสกลางเมืองที่รายล้อมไปด้วยสิ่งปลูกสร้างจากอิฐสีแดง ผสมผสานด้วยสถาปัตยกรรมจากชาวดัตช์ที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาในอดีต ยองเกอร์ สตรีท (Jonker Street) หรือถนนสายวัฒนธรรมของมาเลเซีย เป็นถนนที่มีตึกรามบ้านช่องเป็นทรงชิโน-โปรตุกีสแสนจะคลาสสิคพร้อมร้านรวงมากมายให้นักท่องเที่ยวได้เดินช้อปปิ้งอย่างสบายใจ หรือมัสยิดเซลัต (Masjid Selat Melaka) มัสยิดหินอ่อนสีขาวกลางน้ำ ตั้งอยู่บนเกาะปุเลย์ (Pulay) ที่สวยงดงามเป็นอย่างมาก

ถ้าว่างๆ สามารถเดินเล่นชิวๆ ที่แม่น้ำมะละกาหรือโบสถ์เซนต์พอล

หากคุณยังพอมีเวลาเหลือ ก็สามารถไปชมวิวที่แม่น้ำมะละกา (Melaka River) ติดกับถนนยองเกอร์ สตรีท ซึ่งแม่น้ำนี้ในอดีตเป็นท่าของสินค้าที่ขนถ่ายผ่านช่องแคบมะละกาที่มีชื่อเสียงที่สุดในด้านการค้าขายระหว่างประเทศในยุคก่อน แม้ตอนนี้จะไม่ได้มีการใช้งานแล้ว แต่ก็ถือเป็นหัวใจหลักของการท่องเที่ยวในเมืองอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนั้นก็ยังมีโบสถ์เซนต์พอล (St. Paul’s Church) ซึ่งเป็นโบสถ์นิกายโรมัน – คาทอลิคที่มีอายุมากกว่า 500 ปีและเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ที่ใครได้มาเยือนเป็นต้องหลงรัก

เที่ยวรอบเมืองแบบฟินๆ ได้โดยการใช้บริการรถสามล้อประจำเมือง

ในการท่องเที่ยวไปรอบเมืองมะละกา คุณสามารถใช้บริการรถสามล้อหรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Rickshaw เพื่อเดินทางไปยังจุดท่องเที่ยวจุดต่าง ๆ ในเมืองได้อย่างมีสีสันมากขึ้น โดยรถสามล้อของที่นี่เค้าจะมีการตกแต่งด้วยไฟสีสันสดใสเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว คุณสามารถเรียกรถสามล้อได้ที่จตุรัสดัตช์แสควร์

ในส่วนของการเดินทางมาที่เมืองมะละกาก็สามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่โดยสารเครื่องบินมาลงที่ท่าอากาศยานมะละกา (Malacca International Airport) หรือหากวางแผนจะเที่ยวที่สถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ของมาเลเซียด้วยก็สามารถเดินทางไปที่ท่าอากาศยานกัวลาลัมเปอร์ (Kuala Lumpur International Airport) และไปขึ้นรถบัสต่อที่สถานีขนส่งเบอร์เซปาดู เซอลาตันเพื่อไปยังเมืองมะละกา เพียงแค่นี้คุณก็จะได้สัมผัสเสน่ห์ของเมืองมรดกโลกแห่งนี้แล้ว

นั่งชิวพร้อมได้รูปสวยๆ ยาวไปกับคาเฟ่สุดชิคริมทะเล ขับรถไม่ไกลจากกรุงเทพฯ

สุขได้เล่าจะเท่ากับการเดินทางไปนั่งจิบเครื่องดื่มแก้วโปรด ในร้านบรรยากาศสวย ๆ เงียบสงบ สามารถถ่ายรูปและพักผ่อนได้โดยไม่ต้องเร่งรีบในวันหยุด วันนี้เรามีคาเฟ่สวย ๆ สุดชิค ริมทะเล ที่จะทำให้คุณสามารถสูดกลิ่นอายน้ำทะเลสดชื่นและเอาเท้าสัมผัสกับทรายนุ่มละเอียด แสนผ่อนคลายแถมไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มาก ใช้เวลาขับรถแค่ 2-3 ชั่วโมงมาฝาก มีที่ไหนบ้าง มาดูกันเลย

1d+ Day Artist หัวหิน คาเฟ่เรือตังเก ตกแต่งแบบเรียบง่ายและร่วมสมัย

คาเฟ่ 1d+ Day Artist เป็นคาเฟ่ที่ตั้งอยู่แถวหัวหิน-ปราณบุรี อยู่ติดกับทะเลที่มีความเงียบสงบที่จะต้องขับเข้าไปในซอยลึกสักหน่อย แต่ขอบอกว่าคุ้มค่ากับการเดินทางมาก ๆ ทางร้านตกแต่งเรียบง่าย ไม่ได้ใช้อุปกรณ์อะไรมากนักและแฝงไปด้วยสไตล์โมเดิร์น คุณจะได้เห็นวิวทะเลที่สวยงามและไม่มีอะไรมาบดบัง มีเพียงกระโจมเล็ก ๆ ที่ใช้เชือกขึงและคอนเทนเนอร์สไตล์ลอฟต์ ในส่วนของอาหารก็มีอาหารฟิวส์ชั่นให้เลือกทานมากมาย ข้าวไข่ข้นต้มยำกุ้ง, แกงส้มประจวบเหมาะและหมูย่างคั่วเกลือ รวมถึงเครื่องดื่มสมูทตี้อร่อย ๆ ที่เค้าเอาเนื้อผลไม้มาปั่นเต็ม ๆ ทั้งแตงโม สัปปะรดและมะม่วง

ที่อยู่ เขาเต่า หัวหิน ตำบล ปากน้ำปราณ อำเภอ ปราณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ 77220

เวลาทำการ จันทร์-อาทิตย์ เวลา 10.00 น.  – 22.00 น.

Tutu Beach พัทยา คาเฟ่เปิดใหม่ สีชมพูสุดฟรุ้งฟริ้งและพรอพน่ารักจัดเต็ม

Tutu Beach เป็นทั้งที่พักและคาเฟ่ที่เปิดใหม่ล่าสุด ได้รับความนิยมอย่างมากเพราะตั้งอยู่ริมทะเลและมีการตกแต่งสไตล์คาราวาน พร้อมเบาะนั่งกลางหาดทรายและร่มสีชมพูสีสดใส เห็นแล้วรู้สึกน่ามาถ่ายรูปเหลือเกิน นอกจากนั้นยังตั้งอยู่บริเวณหาดจอมเทียนของพัทยาที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ อีกด้วย ในส่วนของอาหารและเครื่องดื่มก็มีให้เลือกหลากหลาย ทั้งอาหารทานเล่นและเครื่องดื่มผลไม้ปั่นเหมาะกับบรรยากาศชายทะเลเป็นอย่างมาก เตรียมท้องและเมมโมรี่กล้องของคุณมาให้พร้อม เพราะรับรองว่าได้รูปกลับไปเยอะแยะแน่นอน

ที่อยู่ 8/8 ซอย นาจอมเทียน 10 ตำบล นาจอมเทียน อำเภอ สัตหีบ ชลบุรี

เวลาทำการ จันทร์-อาทิตย์ เวลา 10.00 น.  – 22.00 น.

Skoop Beach Café หัวหิน คาเฟ่ริมทะเลที่จะให้คุณพักผ่อนกับลมและเสียงคลื่น

คาเฟ่สุดน่ารักและตกแต่งอย่างเรียบง่ายด้วยการใช้สีหลักอย่างสีขาวและสีน้ำเงิน แต่ดูแล้วผ่อนคลายหัวใจเหลือเกินเหมือนอยู่ท่ามกลางงาน Carnival แสนน่ารักและสดใส เหมาะกับการนั่งพักผ่อนบนเบาะกลางทรายให้เท้าสัมผัสทรายนุ่ม ๆ ในส่วนของอาหารจะเป็นขนมหวานอย่างวาฟเฟิล ไอศครีมและเครื่องดื่มผลไม้ปั่น ตกแต่งน่ารักและถ่ายรูปออกมาดีมาก

ที่อยู่ ซอยหมู่บ้านเขาตะเกียบ ในโครงการ Veranda Residence Hua-Hin (สุดชายหาดเขาตะเกียบ) ต.หนองแก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

เวลาทำการ จันทร์-อาทิตย์ เวลา 09.00 น.  – 20.00 น.

เปิดประสบการณ์ทานร้านอาหารรสชาติอร่อยพร้อมกับวิวตระการตาแห่งเกาะมัลดีฟส์

มัลดีฟส์เป็นสถานที่ท่องเที่ยวในฝันของใครหลาย ๆ คนที่ชื่นชอบหาดทรายนุ่มละเอียด น้ำใสราวกับคริสตัลพร้อมกับบรรยากาศเงียบสงบของชายทะเล แน่นอนว่าในมัลดีฟส์มีรีสอร์ทที่พักให้เลือกมากมายตามแต่ละเกาะ รวมถึงมีให้เลือกด้วยกันหลากหลายเรทราคา วันนี้แนะนำร้านอาหารสุดยอดแห่งเกาะมัลดีฟส์ที่บอกได้เลยว่าน่าสนใจไม่แพ้กับโรงแรมที่พักเลยทีเดียว

Ithaa Undersea Restaurant ร้านอาหารใต้น้ำที่รีสอร์ท Conrad Hilton แห่งเกาะ Rangali

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาวิวสวย ๆ แกล้มการรับประทานอาหารแบบไม่ซ้ำใคร ลองมาทานอาหารใต้น้ำกันดูไหม ที่รีสอร์ท Conrad Hilton บนเกาะ Rangali บน South Ari Atoll โดยร้านอาหารนี้จะเสิร์ฟอาหารสไตล์ยุโรปที่ระดับ 5 เมตรใต้ระดับน้ำทะเลจนทำให้มีชื่อเล่นเรียกว่ามารดาแห่งไข่มุก (Mother of pearl) มีคอร์สอาหารทั้งหมด 6 คอร์สให้เลือกไม่ว่าจะเป็นไข่ปลาคาเวียร์กับแพนเค้ก blinis มันฝรั่งซาวครีม ปลาหางเหลืองกับริซอตโต้แชมเปญหญ้าฝรั่นและโฟมเนยเบอร์บล็อง ตบท้ายด้วยไอศครีมวานิลาช็อกโกแลตกับมะม่วงเชอร์เบท หากคุณโชคดี คุณอาจจะมีโอกาสได้เห็นปลาฉลามครีบดำหรือปลากระเบนแมนตาแหวกว่ายผ่านแนวปะการังแบบใกล้ชิดก็ได้

ร้านอาหารทะเลสดๆ ในบรรยากาศใต้ทะเล Muraka ในเกาะ Mirihi ที่รีสอร์ท Mirihi Island

ร้านอาหารสุดหรูที่อยู่ใน Mirihi Island Resort แห่ง South Ari Atoll ร้านอาหารตกแต่งแบบเรียบง่ายด้วยไม้ ตั้งอยู่ริมสนามบินน้ำของเกาะ โดยร้านอาหารนี้จะเสิร์ฟอาหารนานาชาติ เน้นเป็นอาหารทะเล อย่างเช่นทูน่าลอยน์ปรุงด้วยพริกไทยสีชมพูกับผักกาดกวางตุ้งทอดและเกี๊ยวกรอบมันฝรั่ง หรือจะเลือกทาน ซุปบิสค์ล็อบสเตอร์กับสลัดมะละกอและน้ำสลัดเมล็ดมะละกอ นอกจากนั้นยังมีปลาสด ๆ มากมายมาให้แขกเลือกสรรแล้วแต่ว่าร้านจะได้ปลาอะไรมาในแต่ละวัน โดยร้านอาหารจะมีในส่วนที่เป็นส่วนกระจกใส ทำให้แขกสามารถชมวิวใต้ทะเลที่เหมือนกับล้อมรอบด้วยตู้ปลาขนาดยักษ์เลยทีเดียว

The Sea House ร้านอาหารสไตล์เอเชียราคาไม่แพงบนท่าเรือเฟอรี่ Hulhumale

ตั้งอยู่ที่ชั้นแรกของท่าเรือเฟอรี่ Hulhumale โดยร้านอาหาร The Sea House ร้านนี้เป็นร้านอาหารที่วิวสวยที่สุดของเกาะ โดยเป็นโซนแบบ Open-air ที่จะให้แขกได้ชมวิวอ่าว Malé (Malé’s harbor) มหาสมุทรอินเดียและลากูนสวย ๆ ได้อย่างเต็มอิ่มแบบพาโนราม่ากันไปเลย นอกจากนั้นอาจจะได้เห็นเครื่องบินบินออกจากสนามบินของเกาะที่อยู่ข้าง ๆ อย่างเกาะ Hulhule โดยนอกจากอาหารสไตล์เอเชียอร่อย ๆ ในราคาที่สมเหตุสมผลอย่างส้มตำและแกงเขียวหวานแล้ว ร้านนี้ยังมีเครื่องดื่ม mocktail ชื่นใจซาบซ่าแบบไม่มีแอลกอฮอล์ให้ได้ดื่มกันระหว่างที่ชมวิวพระอาทิตย์ตก หรือหากคุณไม่ชอบทานเผ็ดจัด จะสั่งอาหารญี่ปุ่นอย่างซูชิซึ่งมีเสิร์ฟในตอนสาย ๆ หรืออาหารเช้าแบบพื้นเมืองมัลดีฟส์ที่ทำจากทูน่า มะพร้าว หัวหอม พริกและมะนาวก็ได้

ร้านอาหารในมัลดีฟส์ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ในการท่องเที่ยวในมัลดีฟส์ที่ถือว่าสามารถสร้างสีสันให้กับทริปการพักผ่อนของคุณได้มากเลยทีเดียว หากคุณได้ไปเที่ยวใกล้ ๆ ร้านอาหารเหล่านี้ อย่าลืมลองแวะไปทานกันนะ

เยือนตลาดค้าส่งปลาแห่งใหม่ของเมืองโตเกียว ตลาดปลา Toyosu

จากที่เราเคยทราบข่าวกันดีกว่าตลาดปลาชื่อดังขนาดใหญ่และเก่าแก่ของเมืองโตเกียวอย่างตลาดปลา Tsukiji ได้ปิดตัวลง ทางญี่ปุ่นก็ได้เปิดตัวตลาดค้าส่งปลาและอาหารทะเลแห่งใหม่อย่างตลาดปลา Toyosu ที่มีความยิ่งใหญ่ไม่แพ้ตลาดปลาที่แรก มีขนาดกว่า 407,000 ตารางเมตร มีความเป็นระเบียบแถมยังมีอะไรให้นักท่องเที่ยวได้ชมกันเพลิน ๆ และได้ความรู้นอกเหนือไปจากการมาช้อปข้าวของเครื่องใช้ เครื่องปรุงวัตถุดิบญี่ปุ่นและรับประทานอาหารญี่ปุ่นขั้นเทพอีกด้วย โดยตลาดจะแบ่งออกด้วยกันเป็น 3 ส่วน มีอะไรบ้างมาดูกันเลย

ตึกประมูลปลาในร่มขนาดใหญ่ Fish Wholesale Market Building

จุดประสงค์หลักหนึ่งของตลาดปลา Toyosu แห่งนี้ก็คือเป็นแหล่งประมูลปลาทูน่า โดยเขาจะเปิดประมูลปลาทูน่ากันที่ตึกนี้อย่างเป็นสัดส่วนและมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างมาก มีส่วนประมูลด้านล่างซึ่งเปิดให้ผู้ประมูลปลาได้เข้าร่วมการประมูล ส่วนสำหรับนักท่องเที่ยวจะแบ่งเป็น 2 ส่วนก็คือด้านล่างที่เป็นกระจกกั้นและด้านบนที่เป็นหน้าต่างกระจก โดยทั้ง 2 ส่วนนี้จะเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมการประมูลปลาได้อย่างใกล้ชิด แต่ว่าหากอยากจะเข้าชมจริง ๆ ควรจะต้องเตรียมการสอบถามล่วงหน้าว่ามีการเปิดให้เข้าชมหรือไม่เพราะบางครั้งนักท่องเที่ยวก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าชมการประมูลปลาทั้งจากนอกกระจกด้านล่างและจากหน้าต่างบานกระจกด้านบนและจะต้องทำการจองล่วงหน้าอีกด้วย

รับประทานอาหารจากร้านอาหารญี่ปุ่นขั้นเทพที่ตึก Fish Intermediate Wholesale Market Building

หลังจากที่ดูการประมูลปลาไปอย่างจุใจแล้ว หากท้องเริ่มจะหิวก็สามารถเดินทางมายังในส่วนของตึก Fish Intermediate Wholesale Market Building ซึ่งเป็นตึกที่เต็มไปด้วยร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดัง ย้ายมาจากตลาดปลาแห่งเก่าอย่างร้าน Sushi Dai และยังมีร้านอื่น ๆ อีกเพียบกว่า 22 ร้าน และที่ชั้นบนสุดของตึกหรือชั้น 4 จะมีร้านขายอุปกรณ์และเครื่องครัวต่าง ๆ ของญี่ปุ่นให้เลือกซื้อกลับบ้านมากมาย ไม่ว่าจะเป็นจาน ชามหรือมีดคมกริบสำหรับหั่นปลาและเนื้อ รวมถึงวัตถุดิบสำหรับทำอาหารอย่างเช่น วาซาบิ ไข่หวานที่สามารถซื้อทานเล่นระหว่างที่กำลังเดินช้อปปิ้งและปลาแห้งต่าง ๆ

ซื้อผักและผลไม้สดๆ จากฟาร์มในญี่ปุ่นที่ตึก Fruit and Vegetable Market Building

ที่ตลาดปลา Toyosu ไม่ได้มีแค่การประมูลปลาอย่างเดียว แต่ก็มีการประมูลผักและผลไม้กันด้วย โดยนักท่องเที่ยวสามารถชมการประมูลผักกันได้จากทางบานกระจกเช่นเดียวกับตึกประมูลปลา พร้อมทั้งมีร้านอาหารชื่อดังอีกหลายร้านที่แบ่งมาตั้งอยู่ที่ตึกนี้อย่างเช่น Sushi Daiwa ซึ่งอร่อยไม่แพ้ Sushi Dai เลยล่ะ คอนเฟิร์ม

หลาย ๆ คนเมื่อทราบว่าตลาดปลา Tsukiji ได้ปิดตัวลงก็อาจจะรู้สึกเสียดาย เพราะว่าเป็นตลาดปลาที่มีสีสัน มีอาหารญี่ปุ่นอร่อย ๆ ราคาไม่แพงหลายร้านให้เลือกซื้อทานกัน แต่ขอบอกว่าตลาดปลาแห่งใหม่นี้เขาเอาทุกอย่างที่ทุกคนชื่นชอบกันที่ตลาดปลาแห่งเก่ามาตั้งไว้อย่างจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านขายวัตถุดิบญี่ปุ่นที่หาซื้อได้ที่อื่นค่อนข้างยากและขายอุปกรณ์ทำครัวญี่ปุ่น อีกทั้งยังมีการจัดโซนให้เป็นระเบียบขึ้น อยู่ในร่ม เดินสบาย ติดกับรถไฟฟ้าและ Skywalk รับรองว่าคุณจะต้องชอบที่นี่ไม่แพ้กับตลาดปลาแห่งเก่าอย่างแน่นอน

มาตั้งเป้าหมายการเดินท่องเที่ยวปี 2020 กันเถอะ

เดี๋ยวนี้สายเที่ยวเขาตั้งเป้ากันยาวๆ จะได้มีเวลาเก็บเงินและมีเวลาวางแพลนการเดินทางและการหาที่พัก คาดว่าโซนยุโรป โดยเฉพาะบรรดาเมืองขึ้นชื่อทั้งหลาย หลายคนไปมาบ้างแล้ว บางคนอาจไปหลายครั้งจนอาจจะเบื่อแล้วก็ได้ เพราะฉะนั้นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวต่างประเทศในช่วงปีหลังๆ มานี้ เราจึงเริ่มเห็นว่าเราไปเที่ยวในสถานที่ที่มันทรหศมากขึ้นและเดินทางลำบากกว่าเมืองโรแมนติกที่คุ้นเคยหลายเท่านัก และนี่คือ 4 จุดหมาย ที่อยากไปให้ได้ในเร็วๆ นี้

Everest Base Camp ประเทศเนปาล

                เห็นเขาไป Trekking ที่เนปาลแล้วก็อยากไปบ้าง เห็นเขาว่ากันว่าเป็นการเดินเท้าไปถึง base camp ที่ความสูงประมาณ 5,000 เมตร (ซึ่งยอดเขาเอเวอเรสต์สูง 8,800 เมตร) ระหว่างทางวิวสวยมากและยังจะได้สัมผัสวิถีชาวภูเขาด้วย ฟังแบบนี้แล้วกระตุ้นความอยากไปมากๆ เลย ซึ่งการจะไปแบบนี้ต้องเตรียมตัวอย่างดี เตรียมร่างกายให้แข็งแรง เตรียมเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น เนี่ย…มันต้องไปซักครั้งให้ได้

Rush Lake Trek ประเทศปากีสถาน

                คนรู้จักไปมา เห็นภาพแล้วมันดีงามมากเลย นอกจากการเดิน trekking แบบลุยๆ ที่เราชอบแล้ว ภูมิประเทศที่ปรากฎมันสวยมาก เขาบอกว่าต้องเดินตามเส้นทางที่ข้ามธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ Hopper Glacier ต่อด้วย Barpu Glacier, Black Glacier, White Glacier มันมีทั้งความแห้งแล้ง ความหนาวเย็น และความเขียวขจีสวยงามที่ซ่อนอยู่ เหมือนความรู้สึกเวลาเราได้ยินคำว่าปากีสถานนั่นแหล่ะ มันฟังดูอันตรายนะ แต่ในความอันตรายมันก็มี Rush Lake Trek ซ่อนอยู่

อิตตอกกอร์ตูมีต กรีนแลนด์

                เพราะนึกถึงความรู้สึกเป็นอิสระและการปลดปล่อยความเป็นตัวเอง ในหนังเรื่อง The Secret Life of Walter Mitty และวิวในฉากนั้นรวมถึงวิว landscape เจ๋งๆ ในเรื่องก็ติดตาตรึงใจมาตลอด กรีนแลนด์จึงเป็นตัวแทนของสถานที่แห่งนั้นที่เราอยากจะไปสัมผัสซักครั้ง โดยเมืองจุดหมายที่จะไปคืออิตตอกกอร์ตูมีต (Ittoqqortoormiit) หมู่บ้านชาวประมงที่สงบเงียบ เขาว่ากันว่าสามารถมองเห็นแสงเหนือได้จากหน้าต่างที่พักด้วยนะ และธรรมชาติของที่นั่นก็อัศจรรย์มาก ความจริงถ้าไปถึงกรีนแลนด์ไม่ได้ จะตั้งเป้าให้ตัวเองไปแค่นอร์เวย์ สวีเดน หรือไอซ์แลนด์ก็พอแล้ว แต่จะไปทั้งทีมันต้องไปที่ที่อยากไปที่สุดก่อนดิ ว่าไหม!

Amsterdam ประเทศเนเธอร์แลนด์

                ท้ายสุดแล้วจะไปไหน ก็ต้องย้อนกลับมาดูเงินในกระเป๋าด้วยจ้า อีกหนึ่งจุดหมายที่คงไม่ได้โหดและแพงเท่า 3 จุดหมายด้านบน และก็อยู่ในลิสต์รายชื่อเมืองที่อยากไปมานานแล้วก็คืออัมสเตอดัมนั่นเอง เป็นเมืองรักโลกรักสิ่งแวดล้อม เมืองจักรยาน คลองสวย ผู้คนรักโลกและรักสุขภาพ สองสามปีที่ผ่านมาการเดินทางท่องเที่ยวยุโรปที่วางแผนไม่ค่อยดี ทำให้พลาดเมืองนี้ทุกครั้ง ถ้าได้ไปกะว่าจะปักหลักที่นี่ซักสองสามวัน ปั่นจักรยานซักหนึ่งวัน เดินชมดอกไม้จิบกาแฟซักหนึ่งวัน และก็ช้อปปิ้งซักหนึ่งวัน ฟังดูเหมือนชีวิตดีจัง ถ้าจะทำได้แบบนั้น ก็ต้องขยันทำงานมากขึ้นเยอะเลยนะ

                สถานที่ที่เลือกมามีทั้งโหดมาก โหดน้อย ซึ่งถ้าเลือกแล้วว่าจะไปต้องเริ่มวางแผนและเตรียมตัวกันยาวๆ เลยล่ะ และนี่ก็คือเป้าหมายสำหรับ Next Trip ของพวกเรา เป็นการกำหนดเส้นทางใหม่ๆ สถานที่ใหม่ๆ…เพราะชีวิตคือการเดินทาง อยากรู้ว่าเป็นยังไง เราต้องไปค้นหาเองนะ

เครดิตภาพ: https://pixabay.com/photos/tasiilaq-greenland-east-greenland-892503/ 

One Day Trip นั่งเรือเรื่อยเปื่อยจาก Lausanne ไปโผล่ Montreux

เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นเมื่อคุณเดินชมเมืองชมโบสถ์ อาคารบ้านเรือน และช้อปปิ้งในโลซานน์อย่างหนำใจแล้ว นึกขึ้นได้ว่าน่าจะนั่งเรือชมทะเลสาบซักหน่อย และท่าเรือก็อยู่ใกล้สถานีรถไฟนี่เอง นั่งเมโทรไปแปปเดียวก็ถึง นั่นแหล่ะคือที่มาของการนั่งเรือเรื่อยเปื่อยกินเวลาครึ่งค่อนวัน

                Montreux (มองเทรอซ์) จุดหมายปลายทางที่เราจะไปนั้นเป็นเมืองตากอากาศของสวิตเซอร์แลนด์ ตั้งอยู่บนรายฝั่งของทะเลสาบเจนีวา เคยเป็นทางผ่านของถนนสมัยโรมัน ที่ใช้เดินทางจากอิตาลีสู่นครอเวนติกัม (Aventicum) เมื่องหลวงของโรมัน คนที่นี่ส่วนใหญ่จะทำงานหรือธุรกิจเกี่ยวกับการจำหน่ายเครื่องยนต์ การขนส่งสินค้า โรงแรมและร้านอาหาร และมีบางส่วนที่ทำโรงงานอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง และมีส่วนน้อยที่ทำเกษตรกรรม ผลิตภัณฑ์ไม้ และการประมง เพราะฉะนั้นในเมืองในนี้ก็จะเห็นอาคารและสิ่งก่อสร้างที่ทันสมัย อาคารโรงแรมและอพาร์ทเม้นท์มีให้เลือกมากมาย รูปทรงล้ำสมัยและแปลกตาดี ความจริงสามารถนั่งรถไฟจากโลซานมามองเทรอซ์เลยก็ได้ ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง แต่เราตั้งใจไว้แล้วว่าจะนั่งเรือนี่เนอะ เพราะงั้นพอออกจากเมโทรก็เดินลิ่วๆ มาท่าเรือเลยจ้า สามารถใช้ SWISS PASS ขึ้นเรือได้เลย ก่อนขึ้นเรือเจ้าหน้าที่บอกว่าเป็นเรือไปที่ไหน รอบเวลาเท่าไหร่ จากนั้นก็จะให้เข้าแถวเดินขึ้นเรือ เราก็เดินตามลุงป้าไป เจอคนไทยเยอะแยะ (ต้องยอมรับว่าคนไทยเที่ยวสวิสเยอะมาก) บนเรือจะมีที่นั่งแบบธรรมดา กับแบบวีไอพีนะ จะบอกว่ามีคนแถวนี้หลงไปนั่งโซนวีไอพี ทั้งที่ตัวเองถือตั๋วธรรมดา นั่งชมทะเลสาบไปพลางคิดว่า เอ…ทำไมได้ที่นั่งดีจัง ลมเย็นสบาย เห็นวิวเกือบจะสามร้อยหกสิบองศา รอบข้างส่วนใหญ่เป็นคุณตาคุณยายมาแบบเป็นคู่ ที่ไหนได้เจ้าหน้าที่มาแจ้งว่า “คุณกำลังนั่งโซนวีไอพีนะฮะ กรุณาย้ายไปนั่งชั้นล่างด้วย” หน้าแห้งเลย ฮ่าๆ 

                เอาล่ะ ลงมาชั้นล่างแล้ว เจอเพื่อนๆ หลากหลายวัยเยอะดี ไม่เกร็งเหมือนนั่งชั้นบนแฮะ พอเจอวิวสวยๆ พวกเขาจะส่งเสียงฮือฮา เรามองไปบนฝั่งเห็นบ้านเรือนริมทะเลสาบแล้วรู้สึกอิจฉาพวกเขาจังเลยที่ได้อยู่ในประเทศที่สวยขนาดนี้ ถัดจากชุมชนเราจะเห็นไร่องุ่นประปราย เรือจะจอดทุกท่าเราก็จะมีเพื่อนใหม่ขึ้นเรือมาเรื่อยๆ ซักพักจะเห็นปราสาทกลางน้ำ และเรือก็จอดเทียบท่าที่มองเทรอซ์ในที่สุด เย้! จริงๆ กะแค่เดินเล่นในเมืองเลยไม่ได้ไปแลนด์มาร์คใดๆ (ถ้าคนมีเวลามากพอแนะนำให้ไปปราสาทชิลยอง และไร่องุ่นมรดกโลกที่เมืองลาโวซ์ นั่งรสบัสไปได้ไม่ไกล) และรู้ตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองติดแหงกอยู่ที่ตลาดเล็กๆ น่ารักริมทะเสสาบ ใกล้ๆ ท่าเรือนั่นแหล่ะ เป็นตลาดที่คนมาขายของท้องถิ่น ของแฮนด์เมคน่ารักมากมาย เดินชมเพลินจนล่วงเลยเวลา

                และแล้วทริปนั่งเรือไป Montreux ก็จบลงด้วยดี ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะเดินทางจากมองเทรอซ์ต่อไป Interlaken หรือไม่ก็ไป Zermatt เมืองในหุบเขายอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวไทย (ถึงขนาดมีป้ายแจ้งข้อมูลเป็นภาษาไทยในสถานีรถไฟ และร้านอาหารบางร้านมีเมนูอาหารภาษาไทยด้วย) ถ้ามีโอกาสจะมารีวิวทริป Zermatt นะฮะทุกคน

เครดิตภาพ: https://pixabay.com/photos/lake-mountains-landscape-montreux-3918137/

แนวคิดสีเขียว 7 ประการ เพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน : คุณเป็นคนหัวใจสีเขียวหรือเปล่า ?

แคมเปญรักโลกมาอีกแล้ว “ท่องเที่ยวสดใส ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” ประกอบด้วยแนวคิดสีเขียว 7 ประการ (7 Green Concepts) เพื่อเป้าหมายสำคัญ 2 ประการ โดยประการแรกก็เพื่อให้เกิดการลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน และประการที่สองเพื่อให้เกิดรูปแบบการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ความจริงมีการประกาศแนวคิดนี้มาหลายปีแล้วล่ะซึ่งมันอยู่ภายใต้โครงการปฏิญญารักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มีการขับเคลื่อนกลยุทธและปลูกฝังแนวคิดนี้ให้กับนักท่องเที่ยวและคนรุ่นใหม่เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เอาล่ะ แนวคิดสีเขียวทั้ง 7 ประการมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย

1. Green Heart หัวใจสีเขียว

การจะมีหัวใจสีเขียวได้ เราต้องเริ่มที่การเปิดมุมมองความคิด เปิดใจรับรู้ข่าวสารและการเปลี่ยนแปลงของโลก เรียนรู้และเข้าใจภัยร้ายที่เกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อนและสิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลาย เห็นความสำคัญของการป้องกันและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ค่อยๆ สร้างคติให้กับตัวเอง “เที่ยวด้วยใจคิด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” หัวใจสีเขียวจะค่อยๆ ก่อตัวขึ้นโดยที่คุณไม่รู้ตัว พอย้อนกลับมานึกถึงอีกทีคุณก็จะเป็นคนหนึ่งที่มีพฤติกรรมและการปฏิบัติตัวแบบสีเขียวแล้วล่ะ

2. Green Logistics รูปแบบการเดินทางสีเขียว

ต้องถือคติ “ท่องเที่ยวใกล้ไกล ใช้พลังงานให้คุ้มค่า” โดยเลือกรูปแบบเดินทางที่ประหยัดพลังงานหรือใช้พลังงานทดแทนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  เราสามารถเลือกใช้พาหนะในการเดินทางให้เหมาะสม ในส่วนที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวก็จัดหาพาหนะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือจัดรถบริการสาธารณะเพื่อส่งเสริมไม่ให้ใช้รถส่วนตัว

3. Green Attraction แหล่งท่องเที่ยวสีเขียว

คุณรู้ไหม ว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวที่เข้าร่วมเป็นแหล่งท่องเที่ยวสีเขียวมากมาย ซึ่งผู้ประกอบการเหล่านี้ จะนำแนวคิด 7 Greens ไปใช้ในการจัดบริการท่องเที่ยว เช่น การกำหนดนโยบายและแนวทางปฏิบัติสำหรับพนักงานและนักท่องเที่ยว มีการใช้ชนิดพันธุ์พืชท้องถิ่นในการตกแต่งและสร้างความร่มรื่นและช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ใช้ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จัดรถบริการนักท่องเที่ยวที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยที่สุด จัดการและลดปริมาณของเสียและขยะให้น้อยที่สุด เป็นต้น เพราะฉะนั้นเวลาไปเที่ยวอย่าลืมคตินี้ “ท่องเที่ยวทั่วทิศ เลือกแหล่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”

4. Green Activity กิจกรรมสีเขียว

เลือกที่จะสนุกกับกิจกรรมท่องเที่ยวหลากหลาย และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม โดยอาจเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับวิธีของผู้คนท้องถิ่น เหมาะสมและกลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรในพื้นที่นั้น เช่น การเดินชมวัด โบราณสถานและไหว้พระ การปั่นจักรยาน การเดินป่าศึกษาธรรมชาติ เป็นต้น

 5. Green Community ชุมชนสีเขียว

อย่างที่บอกว่ามีแหล่งท่องเที่ยวชุมชนทั้งในเมืองและชนบทที่จัดบริการท่องเที่ยวให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสีเขียว แต่ชุมชนเหล่านี้ยังคงวิถีและเอกลักษณ์เฉพาะของชุมชนเอาไว้ เพราะงั้นเราในฐานะนักท่องเที่ยวหัวใจสีเขียว ต้อง “เที่ยวอย่างรู้ค่า รักษาเอกลักษณ์ชุมชน” ในส่วนของผู้จัดบริการแหล่งท่องเที่ยวชุมชนเองก็ต้องมองไปถึงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่มีความยั่งยืน ต้องมีการจัดการดูแลเรื่องขยะและสิ่งแวดล้อม รักษาความสมบูรณ์ของธรรมชาติและการดำรงอยู่ของวิถีท้องถิ่น

6. Green Service การบริการสีเขียว

เรามักจะเห็นบริการของสถานที่ท่องเที่ยว โรงแรม ที่พักหลายแห่ง ที่เสนอทางเลือกบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นั้นก็เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะฉะนั้นเวลาเที่ยวไหน ใกล้ ไกลให้ “เลือกใช้บริการธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”

7. Green Plus ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

                นอกจากเราจะรับผิดชอบขยะที่เราเป็นคนสร้าง และปฏิบัติตามข้อกำหนดของสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว อย่าลืมถือคติ “ลดโลกเลอะ” ด้วยนะ โดยอาจเริ่มที่ตัวเราในการลด ละ เลิกใช้พลาสติก หรืออาจเป็นรูปแบบการรวมกลุ่มทำประโยชน์เพื่อลดโลกเลอะ เกิดเป็น “จิตอาสา พาโลกสดใส ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” ซึ่งหากทำได้แค่นี้ก็ถือได้ว่าเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือ เป็น Green Plus ได้เลยจ้า

                อย่าลืมนะ…เริ่มที่เปิดมุมมอง เรียนรู้ เข้าใจสาเหตุและผลกระทบภาวะโลกร้อน และมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดภาวะโลกร้อนด้วยการท่องเที่ยวที่ยึดหลักสีเขียว 7 ข้อนี้ แค่คุณตระหนัก…สีเขียวก็เริ่มเกิดขึ้นในใจคุณแล้ว

เครดิตภาพ: https://pixabay.com/photos/jungle-pathway-steps-way-sunlight-1807476/

ตามเทรนท่องเที่ยวไทยใส่ใจสิ่งแวดล้อม ไปเที่ยวไหนอย่าลืมถือคติ “ลดโลกเลอะ” นะทุกคน

เรื่องสิ่งแวดล้อมและการจัดการขยะนี่มันเป็นวาระแห่งชาติไปแล้วนะ รู้ไหม ว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลกที่กำลังประสบปัญหาเรื่องขยะ ก็ดูสิ เราน่ะ..ผลิตขยะกันทุกวัน มีขยะแล้วทิ้งลงถังถูกต้องจะถูกนำไปกำจัดตามวิธี และถ้าทิ้งไปทั่ว ขยะนั่นก็จะวางกองอยู่แบบนั้น กลายเป็นความสกปรกเลอะเทอะ แต่สิ่งที่อยากให้รู้อีกอย่างหนึ่งคือ ขยะที่เกิดขึ้นมากมายมหาศาลในแต่ละวัน (โดยเฉพาะกล่องโฟมบรรจุอาหารและถุงพลาสติกเนี่ย มันเยอะจริงๆ นะ และที่กำลังมาแรงมากคือพวกแก้วพลาสติกและหลอดพลาสติก มันเยอะมากเลยนะพวกคุณ) มันมีเยอะมากเลยที่หลุดรอดระบบเก็บรวมรวมของเทศบาลต่างๆ ไหลลงสู่แม่น้ำ อุดตันท่อระบายน้ำ ไหลลงไปในทะเล ปลาวาฬกินขยะเพราะนึกว่าเป็นอาหาร ไอ้หลอดพลาสติกทั้งหลายติดอยู่ในจมูกเต่า ขยะอีกมากมายถูกน้ำทะเลพัดพาจากกรุงเทพ ซัดไปเกยที่หาดภูเก็ต และนี่คือปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากมือเรา เพราะฉะนั้นเราจะอยู่เฉยไม่ได้แล้ว

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กับปฏิญญา ‘เที่ยวไทยเท่ ไม่สร้างขยะ ลดโลกเลอะ’

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. สร้างกระแสใส่ใจสิ่งแวดล้อม ด้วยการสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น สมาคมโรงแรมไทย สมาคมการค้าธุรกิจในแม่น้ำเจ้าพระยา ไอคอนสยาม รัฐวิสาหกิจหรือชุมชนท่องเที่ยวในพื้นที่ต่างๆ เทศบาลนครนนทบุรี เอ็กซ์พีเดียกรุ๊ป เป็นต้น โดยเครือข่ายเหล่านี้จะร่วมกันขับเคลื่อนกลยุทธลดขยะ ประชาสัมพันธ์และให้คำแนะนำนักท่องเที่ยวหรือผู้มารับบริการ มีกิจกรรมเพื่อส่งเสริมให้เกิดการลดขยะและรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเบื้องต้นจะมีคำแนะนำในให้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียว (Single-use Plastics) การใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก ใช้ขวดน้ำพกพา กล่องข้าวพกพา ปฏิเสธหลอดพลาสติกหรือใช้หลอดที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ เป็นต้น

ลดโลกเลอะกับเป๊ก ผลิคโชค

ต้องบอกว่าเกิดกระแสที่ดีมากเลย เมื่อการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมีแคมเปญ “ลดโลกเลอะ กับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” มีโฆษณาออกมาหลายตัว และได้ เป๊ก-ผลิตโชค อายนบุตร มาช่วยสร้างกระแสลดโลกเลอะ ซึ่งเฮียเป๊ก สามีสุดที่รักของนุชทั่วไทย ก็ชวนนุชปฏิบัติภาระกิจลดโลกเลอะ พร้อมกับโพสต์ในช่องทางที่เป๊กใช้ติดต่อพูดคุยกับแฟนคลับทั้ง 3 แอฟพลิเคชั่น (FacebookFanpage Twitter และ Instagram) พร้อมแฮชแทก #ลดโลกเลอะ และ #ลดโลกเลอะกับผลิต เท่านี้นุชว่าล้านคนก็ตื่นตัวและตระหนักเรื่องการลดขยะ เกิดกลุ่มแฟนคลับจิตอาสาเก็บขยะริมหาด กลุ่มเชิญชวนคัดแยกขยะ มีนุชมากมายหันมาใช้กระเป๋าผ้า ใช้กระบอกน้ำพกพา ไปซื้อข้าวก็เอากล่องไปเอง เนี่ย…น่ารักมากเลย

พวกเราชอบไปเที่ยวสถานที่สะอาดสบายตา อยากให้โลกสวยงามอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นไปเที่ยวที่ไหนพยายามอย่าขนขยะไปด้วยจ้า หรือเลี่ยงไม่ได้ก็ขอให้เรามีส่วนในการผลิตขยะน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้  เพราะแค่เก็บขยะลงถัง นั่นคือข้อปฏิบัติพื้นฐานที่เราควรทำ แต่ต่อไปนี้ต้องหยุดสร้างขยะด้วย จะได้เป็นคนไทยเท่ห์..คนไทยยุคใส่ใจสิ่งแวดล้อมจ้า

เครดิตภาพ: https://pixabay.com/photos/garbage-waste-container-waste-2729608/  

สิ่งที่คุณอาจจะยังไม่รู้เกี่ยวกับรถไฟใต้ดินในกรุงปารีส

ปารีสเป็นดินแดนชวนฝัน ฉันอยากไป เธอก็อยากไป คงมีสถานที่มากมายในกรุงปารีส นครแสนโรแมนติกแห่งนั้น ที่ดึงดูดผู้คนทั่วโลกให้อยากไปเยือน นอกจากจะขึ้นชื่อเรื่องความโรแมนติก สถาปัตยกรรมและศิลปะแล้ว กรุงปารีสยังขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มีสถานีรถไฟใต้ดินหนาแน่นที่สุดในโลกอีกด้วย โดยเริ่มเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1900 จนปัจจุบันมี 14 สาย (สาย 1 – 14) และมีสายย่อยอีกสองสายนั้นคือ สาย 3 (2) และสาย 7 (2) รวม 298 สถานี อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งที่คุณอาจจะยังไม่รู้เกี่ยวกับรถไฟใต้ดินในกรุงปารีส

1. มีตั๋วหลายแบบ ทั้งแบบ ตั๋วใช้ครั้งเดียว (Ticket t +), ตั๋วครั้งเดียวแต่ขายเป็นชุด 10 ใบ (Carnet), ตั๋ววัน (Day tickets), ตั๋วหลายวัน (Multi-Day Tickets), ตั๋วสัปดาห์ (Week Tickets) หรือแม้แต่ตั๋วรายเดือนก็มี ซื้อได้ที่ตู้ซื้อตั๋วภายในสถานี

2. ตราบใดที่ยังไม่ออกจากสถานี คุณจะสามารถเปลี่ยนเส้นทางไปสายไหน สถานีใด กี่สถานีก็ได้ แต่ทันทีที่คุณก้าวออกจากทางออกและขึ้นมาบนดินเมื่อไหร่ หากจะกลับเข้าไปคุณต้องใช้ตั๋วใบใหม่ทันที (ในกรณีเป็นตั๋วรายครั้งนะ)

3. วันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ รัฐบาลจะให้ทุกคนนั่งรถไฟฟรี ก็คือวันที่ 31 ธันวาคม เวลา 17:00 น. ถึงวันที่ 1 มกราคม เวลา 12.00 น. นั่งรถไฟได้แบบไม่ต้องจ่ายตังค์ พวกรถแทรมส์ รถบัสก็ฟรีเหมือนกันนะ (นักท่องเที่ยวก็ได้นั่งฟรีจ้า)

4. สถานี Cite Metro station เป็นสถานีรถไฟใต้ดินที่อยู่บนเกาะกลางแม่น้ำแซน ชื่อเกาะอีลเดอลาซิติ: Île de la Cité (เกาะนี้ยังเป็นเหมือนจุดศูนย์กลางของปารีส ดูเหมือนว่าถนนที่มีเส้นทางเข้าสู่ปารีสจะนับหลักกิโลเมตร 0 ที่นี่ด้วย) สถานีนี้ต้องแล่นรถผ่านอุโมงค์ลอดแม่น้ำเข้าไป ตรงป้ายจอดรถไฟจึงอยู่ลึกลงไปใต้ดินมากหน่อย จึงทำให้มีการออกแบบสถานีที่แตกต่างจากสถานีอื่น คือมีบันไดโค้งยาว แปลกตา แต่สวยและคลาสสิกมาก

5. รถไฟใต้ดินหลายสาย จะมีช่วงที่โผล่มาวิ่งบนดิน โดยเฉพาะสายแถบรอบนอก ซึ่งพวกสายรอบนอกเนี่ย จะมีเสียงประกาศว่าสถานีต่อไปที่รถจะหยุดคือสถานีอะไร บางสายไม่มีจอโชว์ชื่อสถานี มีแต่เสียงบอกชื่อสถานี เพราะฉะนั้นต้องตั้งใจฟังดีๆ เพราะอาจจะฟังไม่ออกและเลยจุดที่ตั้งใจจะลงได้นะ และรถไฟปารีสไม่ได้สะอาดทุกสาย ไม่ได้ดีงามทุกเวลา เพราะฉะนั้นอาจจะต้องเตรียมใจหน่อย คุณอาจจะโชคดีเจออะไรที่ไม่เจริญหูเจริญตาได้

                นี่แหล่ะคือเรื่องที่เรานำมาแบ่งปันเกี่ยวกับรถไฟในปารีส ไม่แน่ถ้าใครมีโอกาสไปเที่ยวปารีสอาจจะไปเก็บเกี่ยวเรื่องที่พวกเราอาจจะยังไม่รู้ได้เพิ่มเติมอีกก็ได้ พอเอามาเล่าสู่กันฟังแล้วมันสนุกดีนะ บางเรื่องก็ขำๆ แต่บางเรื่องก็มีประโยชน์ จำไปใช้ได้ด้วย

เครดิตภาพ: https://pixabay.com/photos/metro-france-paris-cit%C3%A9-782257/

เดินทางท่องเที่ยวตามรอย “ชายร้อยปีผู้ปีนออกจากหน้าต่างแล้วหายตัวไป”

ถ้าใครเคยอ่านหนังสือเรื่อง “100 year old man who climbed out the window and disappeared” หรือ “ชายร้อยปีผู้ปีนออกทางหน้าต่างแล้วหายตัวไป” ของนักเขียนสวีเดน “Jonas Jonasson” คงจำได้ว่าชายร้อยปีสุดซ่าหรือคุณปู่อัลลัน คาร์ลสันนั้นได้เดินทางรอบโลกมาแล้ว บทความนี้จึงอยากเสนอไอเดียการเดินทางตามรอยชายชราอายุ 100 ปี เอาให้โหด มัน ฮา อย่ายอมน้อยหน้าคนแก่นะพวกคุณ

1. Malmkoping ประเทศสวีเดิน เป็นบ้านเกิดและเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางของอัลลัน คาร์ลสัน (ถ้าใครจำได้ คุณปู่หนีออกจากบ้านพักคนชราที่มัลม์โคปิง แล้วนั่งรถบัสไปลงสถานีบีริงก์) Malmkoping เป็นเมืองเล็กๆ ตั้งอยู่ในมณฑล Sodermanland เมืองเล็กมาก รอบเมืองเป็นทุ่งหญ้าและป่าไม้ ในเมืองมีพิพิธภัณฑ์รถแทรม (Tramway Museum Malmkoping) มีร้านขายของชำร้านขาย ร้านพิซซ่า และร้านเบเกอรี่ด้วยนะ ถ้าอยู่สตอกโฮล์มสามารถนั่งรถไฟต่อรถบัสมามัลม์โคปิ้งใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงเอง

2. สะพานในประเทศสเปน ถ้าย้อนกลับไปสมัยอัลลันเป็นหนุ่ม ในช่วงที่เขาทำงานโรงงานได้เจอกับเพื่อนสเปนที่เป็นนักปฏิวัติฝันเฟื่อง ซึ่งอัลลันเดินทางตามเพื่อนมาสเปนเพื่อระเบิดสะพานในช่วงสงครามโลก เพราะงั้นถ้าใครมีโอกาสไปเที่ยวสเปน เราจะขอแนะนำให้ตามเก็บภาพสะพานทุกที่ที่คุณเจอเลย แล้วตั้งชื่อคอลเลคชั่นนี้ว่า “ภารกิจพิชิตสะพานกับชายร้อยปี” หรือจะตั้งชื่อใหม่ที่เข้ากับคุณก็ได้นะ สะพานสวยๆ ในสเปนก็อย่างเช่น สะพานส่งน้ำสมัยโรมันที่เซโกเวีย, สะพานเล็กสะพานน้อยอันเก่าแก่ที่เมืองบิลบาโอบิลเบา, Sant Bartomeu สะพานข้ามแม่น้ำที่เมือง Catalonia, Alcántara สะพานโรมันในเมือง Extremadura, Vizcaya สะพานขนส่งเชื่อมเมือง Portugalete และ Las Arenas เป็นต้น

3. แมนฮัตตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา พอออกจากสเปนได้เพราะช่วยชีวิตนายทหารระดับสูง (โดยไม่ได้ตั้งใจซักนิด) อัลลันได้ใบผ่านทางเดินทางไปที่อื่น เขาไปอเมริกาและทำงานก่อสร้าง แต่พอได้ยินว่ามีโปรเจคแมนฮัตตันที่ทำเกี่ยวกับระเบิด เขาก็รีบไปสมัครทันที เลยจะมาชวนไปเที่ยวแมนฮัตตัน อีกฝั่งหนึ่งของมหานครนิวยอร์คนั่นเอง ที่นี่มีอะไรน่าสนใจน่ะเหรอ มีสะพานบรู๊คลิน (ที่เราได้เห็นในหนังบ่อยมาก) Central Park (สวนสาธารณะอันกว้างใหญ่ที่เป็นปอดของคนนิวยอร์ค) และยังสามารถไปเที่ยวย่านอื่นๆ ชื่อดังในนิวยอร์คอีกมากมาย

4. สตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดิน หลังจากทำภาระกิจสำคัญคือการมีส่วนร่วมคิดค้นระเบิดปรมาณูและได้กลายเป็นเพื่อนกับประธาธิบดีสหรัฐอเมริกาแล้ว อัลลันได้เดินทางกลับมายังสตอกโฮล์ม คนไปเที่ยวสตอกโฮล์มนั้นนิยมเดินเล่น ผ่านย่านเมืองเก่า Old Town ชมท่าเรือ โบสถ์ วัง จะหยุดพักจิบกาแฟซักหน่อยเพราะมีร้านน่ารักริมทางมากมาย ก่อนจะเดินเข้าไปยังกลางเมืองที่เป็นย่านช้อปปิ้ง เป็นเมืองที่สวย ทันสมัย และมีความขลังอยู่ในตัวเอง

5. มอสโคว์ ประเทศรัสเซีย อัลลันมาถึงสตอกโฮล์มไม่ทันข้ามคืนก็มีสายลับรัสเซียพาเขาขึ้นเรือดำน้ำ ไปยังรัสเซียซะแล้ว ไปถึงมอสโคว์ก็ได้พบกับบุคคลสำคัญของโลกอย่างสตาลินอีกต่างหาก เพราะงั้นเลยอยากจะแนะนำที่เที่ยวมอสโคว์อีกซักเมือง ที่นี่มีแลนด์มาร์คที่ต้องไปคือ จัตุรัสแดง, มหาวิหารเซนต์เบซิล, พระราชวังเครมลิน และอีกมากมาย เดินทางในเมืองโดยรถไฟสะดวกนะเออ คนไทยเริ่มไปเที่ยวเยอะเพราะตั๋วเครื่องบินไม่แพงนัก เสน่ห์ของที่นี่คงจะเป็นอากาศที่หนาวมาก การสื่อสารกับคนในท้องถิ่นที่เขาว่ายากกว่าทุกที่ (ซึ่งมันท้าทายดีนะ) ภาพลักษณ์ที่เราเคยได้ยินจนชินชากับคำว่ารัสเซีย ทำให้อยากออกไปสัมผัสด้วยตัวเองว่าที่จริงแล้วมันเป็นยังไง

ขอจบการตามรอยอัลลัน คาร์ลสันเพียงเท่านี้ (ความจริงการเดินทางของเขายังมีอีกเยอะ กว่าจะครบ 100 ปี) หวังว่าบทความนี้จะก่อกลุ่มก้อนบางเบาที่เรียกว่าแรงบันดาลใจให้คุณได้บ้าง ลองสะสมมันให้เป็นกลุ่มก้อนหนักหนาขึ้นเรื่อยๆ สิ แล้วออกไปเดินทางรอบโลกกัน

เครดิตภาพ: http://readery.co/publishers/gammemagie/9786167591735