เที่ยวสิงคโปร์แบบชิล ๆ ด้วยงบ 6,000 ใครว่าทำไมได้

เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศสิงคโปร์ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการเงินของอาเซียนเลยทีเดียว นั่นจึงทำให้หลาย ๆ คนเข้าใจว่าจะไปสิงคโปร์ต้องใช้งบมากมาย อันนี้ก็คือขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการเดินทางไปท่องเที่ยวแบบไหน แต่ที่เราอยากมาแนะนำในครั้งนี้คุณอาจไม่เชื่อว่า เที่ยวสิงคโปร์ได้ทั่วเพียงแค่มีงบ 6,000 บาท จริงหรือนี่

ท่องเที่ยวเก๋ ๆ ชมเมืองด้วยจักรยาน

บางประเทศในอาเซียนมีแหล่งท่องเที่ยวทั้งทางด้านวัฒนธรรมและ Entertainment Complex ทั้งสองอย่าง โดยแยกโซนอย่างชัดเจน และก็เป็นจุดเด่นทั้งคู่ในส่วนที่เป็น Entertainment Complex นั้นก็จะมีสถานที่รับพนันให้นักท่องเที่ยวที่ชอบแสวงโชคมาเสี่ยงดวงกัน แต่ปัจจุบันหลายคนก็มองว่าไม่ต้องเสียเวลาไปก็ได้ เล่นผ่านออนไลน์ผ่านเว็บไซต์อย่างเช่นเว็บ VWIN ก็ได้ ซึ่งอรรถรสการเล่นไม่ต่างกัน เก็บเวลาไว้เดินทางไปเที่ยวในประเทศอื่น ๆ ของอาเซียนดีกว่า ซึ่งถ้าคุณมีแนวคิดแบบนี้ก็ขอแนะนำเลย ลองมาชิลชมเมืองทางเศรษฐกิจอันงดงาม ที่มีการวางผังเมืองได้น่าอัศจรรย์ เป็นความลงตัวระหว่างความเจริญแบบเมืองและพื้นที่เขียวอย่างสิงคโปร์กันดูสิ ซึ่งเชื่อเลยว่าคุณจะต้องชอบ

สิงคโปร์เขามีไอเดียทริปท่องเที่ยวเก๋ ๆ โดยเปิดให้มีการเดินทางท่องเที่ยวรอบเกาะสิงคโปร์ด้วยจักรยานแบบวันเดียวเที่ยวได้ทั่วเกาะ ซึ่งคุณจะได้เพลิดเพลินกับสุดยอดเส้นทางสำหรับการขี่จักรยานในแบบที่แตกต่างไปจากเมืองไทยอย่างสิ้นเชิง ซึ่งการเดินทางจากไทยไปสิงคโปร์ก็ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าเท่านั้น ค่าใช้จ่ายก็ถูกมากในปัจจุบันไม่ถึง 2,000 ก็ไปได้แล้ว

ปั่นเพลิน ๆ กับเส้นทางน่าเที่ยว

ลงเครื่องก็ไปเช่าจักรยานกันได้ สิงคโปร์มีจัดให้บริการอยู่เยอะแล้วราคาก็ไม่แพง เลือกจักรยานที่เหมาะกับสไตล์การปั่นของคุณแล้วก็ ไปเริ่มต้นสำรวจฝั่งตะวันออกกันก่อนได้เลยกับเส้นทางที่เรียกว่าอีสต์โคสต์ เพราะจุดเริ่มต้นอยู่ที่สวนสาธารณะ East Coast Park เส้นทางนี้มีระยะทาง 40 กม. ปั่นได้ชิล ๆ คุณจะได้ชมทัศนียภาพอันงดงามของบ้านเมืองสิงคโปร์ สอดสลับไปกับการได้เห็นเครื่องบินขึ้นลงตลอดเส้นทาง และจะเพลินไปกับการดูทิวทัศน์ของทะเลสวย ๆ เมื่อปั่นเข้าไปถึงที่ย่านจู เชียต ตลอดเส้นทางในย่านนี้จะเต็มไปด้วยร้านอาหารรสชาติดี ให้คุณเลือกชิมจนพุงกางแน่นอน ถ้าอยากไปต่อก็อย่ากินจนอิ่ม แล้วมุ่งหน้าไปกันต่อไปสู่ทางทิศตะวันตกจะมีร้านอาหารทะเล และร้านเครื่องดื่มเยี่ยม ๆ ให้คุณแวะลิ้มรสอีก หรือใครที่เน้นปั่นชมเมืองไม่เน้นชิมก็มาเริ่มต้นกับเส้นทางปังโกล (Punggol) ก็ได้ เพราะตลอดเส้นทางนี้จะมีเลนจักรยานอำนวยความสะดวกกับผู้ที่ปั่นท่องเที่ยวชมเมืองเส้นทางราว 26 กม.จะเลาะแม่น้ำและทะเลสาป ได้ชมทิวทัศน์สวย ๆ ตลอดเส้นทางทริปนี้จึงเรียกว่ามาแล้วชิลได้ทั้งวันจริง ๆ

เห็นไหมว่าเที่ยวสิงคโปร์ไม่ต้องมีเงินหลายหมื่นหรือหลายแสนก็เที่ยวได้ เพราะทริปเจ๋ง ๆ แบบนี้ 6,000 นิด ๆ ต่อคน เอาอยู่ได้สบาย ใครอยากเปลี่ยนบรรยากาศการเที่ยวในอาเซียนลองมาเที่ยวแนวนี้กันบ้างก็ดีนะ

สิ่งที่คุณอาจจะยังไม่รู้เกี่ยวกับรถไฟใต้ดินในกรุงปารีส

ปารีสเป็นดินแดนชวนฝัน ฉันอยากไป เธอก็อยากไป คงมีสถานที่มากมายในกรุงปารีส นครแสนโรแมนติกแห่งนั้น ที่ดึงดูดผู้คนทั่วโลกให้อยากไปเยือน นอกจากจะขึ้นชื่อเรื่องความโรแมนติก สถาปัตยกรรมและศิลปะแล้ว กรุงปารีสยังขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มีสถานีรถไฟใต้ดินหนาแน่นที่สุดในโลกอีกด้วย โดยเริ่มเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1900 จนปัจจุบันมี 14 สาย (สาย 1 – 14) และมีสายย่อยอีกสองสายนั้นคือ สาย 3 (2) และสาย 7 (2) รวม 298 สถานี อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งที่คุณอาจจะยังไม่รู้เกี่ยวกับรถไฟใต้ดินในกรุงปารีส

1. มีตั๋วหลายแบบ ทั้งแบบ ตั๋วใช้ครั้งเดียว (Ticket t +), ตั๋วครั้งเดียวแต่ขายเป็นชุด 10 ใบ (Carnet), ตั๋ววัน (Day tickets), ตั๋วหลายวัน (Multi-Day Tickets), ตั๋วสัปดาห์ (Week Tickets) หรือแม้แต่ตั๋วรายเดือนก็มี ซื้อได้ที่ตู้ซื้อตั๋วภายในสถานี

2. ตราบใดที่ยังไม่ออกจากสถานี คุณจะสามารถเปลี่ยนเส้นทางไปสายไหน สถานีใด กี่สถานีก็ได้ แต่ทันทีที่คุณก้าวออกจากทางออกและขึ้นมาบนดินเมื่อไหร่ หากจะกลับเข้าไปคุณต้องใช้ตั๋วใบใหม่ทันที (ในกรณีเป็นตั๋วรายครั้งนะ)

3. วันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ รัฐบาลจะให้ทุกคนนั่งรถไฟฟรี ก็คือวันที่ 31 ธันวาคม เวลา 17:00 น. ถึงวันที่ 1 มกราคม เวลา 12.00 น. นั่งรถไฟได้แบบไม่ต้องจ่ายตังค์ พวกรถแทรมส์ รถบัสก็ฟรีเหมือนกันนะ (นักท่องเที่ยวก็ได้นั่งฟรีจ้า)

4. สถานี Cite Metro station เป็นสถานีรถไฟใต้ดินที่อยู่บนเกาะกลางแม่น้ำแซน ชื่อเกาะอีลเดอลาซิติ: Île de la Cité (เกาะนี้ยังเป็นเหมือนจุดศูนย์กลางของปารีส ดูเหมือนว่าถนนที่มีเส้นทางเข้าสู่ปารีสจะนับหลักกิโลเมตร 0 ที่นี่ด้วย) สถานีนี้ต้องแล่นรถผ่านอุโมงค์ลอดแม่น้ำเข้าไป ตรงป้ายจอดรถไฟจึงอยู่ลึกลงไปใต้ดินมากหน่อย จึงทำให้มีการออกแบบสถานีที่แตกต่างจากสถานีอื่น คือมีบันไดโค้งยาว แปลกตา แต่สวยและคลาสสิกมาก

5. รถไฟใต้ดินหลายสาย จะมีช่วงที่โผล่มาวิ่งบนดิน โดยเฉพาะสายแถบรอบนอก ซึ่งพวกสายรอบนอกเนี่ย จะมีเสียงประกาศว่าสถานีต่อไปที่รถจะหยุดคือสถานีอะไร บางสายไม่มีจอโชว์ชื่อสถานี มีแต่เสียงบอกชื่อสถานี เพราะฉะนั้นต้องตั้งใจฟังดีๆ เพราะอาจจะฟังไม่ออกและเลยจุดที่ตั้งใจจะลงได้นะ และรถไฟปารีสไม่ได้สะอาดทุกสาย ไม่ได้ดีงามทุกเวลา เพราะฉะนั้นอาจจะต้องเตรียมใจหน่อย คุณอาจจะโชคดีเจออะไรที่ไม่เจริญหูเจริญตาได้

                นี่แหล่ะคือเรื่องที่เรานำมาแบ่งปันเกี่ยวกับรถไฟในปารีส ไม่แน่ถ้าใครมีโอกาสไปเที่ยวปารีสอาจจะไปเก็บเกี่ยวเรื่องที่พวกเราอาจจะยังไม่รู้ได้เพิ่มเติมอีกก็ได้ พอเอามาเล่าสู่กันฟังแล้วมันสนุกดีนะ บางเรื่องก็ขำๆ แต่บางเรื่องก็มีประโยชน์ จำไปใช้ได้ด้วย

เครดิตภาพ: https://pixabay.com/photos/metro-france-paris-cit%C3%A9-782257/

10 อันดับ เมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก หนึ่งใน 10 มีเมืองที่คุณอยากไปหรือเปล่า

การจัดอันดับเมืองน่าอยู่ที่กำลังพูดถึงนี้ มีที่มาจากศูนย์วิจัยความเป็นเลิศทางเศรษฐศาสตร์ (The Economist Intelligence Unit) ซึ่งอยู่ในเครือ The Economist Group ผู้นำการวิเคราะห์ด้านธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ระดับโลก ซึ่งการจัดอันดับเมืองน่าอยู่นี้ (The most liveable cities) มีองค์ประกอบที่นำมาพิจารณาได้แก่  เสถียรภาพ (ความมั่นคงทางการเมือง ทหาร ความขัดแย้ง รุนแรง และอาชญากรรม) การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ ปัจจัยด้านวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ปัจจัยด้านการศึกษา และโครงสร้างพื้นฐาน โดยในปี 2018 ได้ทำการสำรวจ 140 ประเทศทั่วโลก ผลออกมาเป็นยังไงบ้าง ไปดู 10 อันดับเมืองที่น่าอยู่ที่สุด กันเลย

1. เวียนนา ประเทศออสเตรีย นอกจากจะมีคะแนนเกือบเต็มทุกด้านแล้ว เวียนนายังขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองโรแมนติก เป็นนักแห่งศิลปะและดนตรี นักดนตรีคลาสสิกที่โด่งดังล้วนมาจากเมืองนี้ เช่น บีโธเฟ่น, บราห์ม, โมสาร์ท ถือเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ผู้คนที่นี่น่ารักและรักสงบ จึงเป็นอีกเมืองหนึ่งที่คนนิยมเดินทางมาเยือนอย่างมาก

2. เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เมืองที่ครองแชมป์น่าอยู่ที่สุดในโลกมาถึง 7 ปี ตกมาอยู่อันดับ 2 โดยมีคะแนนเป็นรองเมืองเวียนนาในด้านเสถียรภาพเท่านั้น ซึ่งเมลเบิร์นถือว่าเป็นเมืองสะอาด เต็มไปด้วยสวนและสถาปัตยกรรมที่สวยงาม อีกด้วย

3. โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น จะว่าไปก็ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะพักหลังมานี่คนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นเยอะมาก เหตุผลหลายอย่างที่นักท่องเที่ยวชาวไทยเลือกโอซาก้าก็อย่างเช่น ความสวยงาม บ้านเมืองสะอาด และมีความปลอดภัย

4. คาลการี ประเทศแคนาดา อยู่ทางตอนใต้ของแคนาดา ถือเป็นเมืองสะอาดทันสมัย และเป็นเมืองท่องเที่ยวตากอากาศ ที่ชื่อเสียงมาก ออกจากตัวเมืองไม่ไกลจะรายล้อมทะเลสาบ ภูเขา ลำธาร เป็นวิวธรรมชาติที่ทำให้คุณตะลึงได้เลย

5. ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เป็นเมืองใหญ่ มีท่าเรือและชายหาดสวยงาม โรงโอเปร่าอันโด่งดังเป็นเอกลักษณ์ที่คนทั่วโลกรู้จัก

6. แวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดาบ้านเมืองที่สะอาด ถนนสวยงาม คงความเป็นธรรมชาติในเมืองด้วยต้นไม้ตกแต่งและดูแลอย่างดีบริเวณริมถนน และยังเป็นแหล่งช้อปปิ้งขึ้นชื่อของโลก และยังเป็นศูนย์กลางการถ่ายทำภาพยนตร์อันดับต้นๆ ของโลก จนได้ชื่อว่า Hollywood North  

7. โตรอนโต ประเทศแคนาดา เป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ประชากรและนักศึกษาหลากหลายเชื้อชาติ ระบบรถสาธารณะดีมากทั้งรถบัส รถราง และเครือข่ายรถไฟใต้ดิน เหมือนหลายเมืองที่จะมีย่านเดินชมเมืองและย่านช้อปปิ้งในฝั่ง Yorkville หรือฝั่ง Old Town ซึ่งมีทั้งร้านอาหาร สินค้าท้องถิ่น และมีสถาปัตยกรรมให้เดินชมไม่รู้เบื่อเลย

8. โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น อีกหนึ่งเมืองในเอเชียที่น่าอยู่ที่สุด นอกจากความสะอาดและความมีระเบียบวินัยของคนญี่ปุ่นแล้ว ที่โตเกียวยังมีแลนด์มาร์คมากมาย ทั้งวัดชื่อดัง ทั้งสวนสาธารณะ ย่านช้อปปิ้ง ย่านเดินเที่ยว กินของอร่อย ดื่มเบียร์ท่ามกลางอากาศหนาวเย็น จนเป็นเมืองท่องเที่ยวที่นักเดินทางตั้งเป้าไว้ว่าต้องไปเยือนซักครั้ง

9. โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก วิวเดนมาร์คที่เราคุ้นเคยคือตึกสีลูกกวาดที่เรียงรายสวยงาม นอกจากจะเป็นเมื่องท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมแล้วที่โคเปนเฮเกนยังคงวิถีวัฒนธรรมของชาวเมืองไว้ด้วย มีถนนคนเดินและพระราชวังสวยงามอลังการ และยังเป็นเมืองแห่งการขี่จักรยานที่ปลอดภัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอีกด้วย

10. แอดิเลด ประเทศออสเตรเลีย เป็นเมืองริมทะเลที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากๆ เพราะเป็นเมืองแรกของโลกที่ให้บริการรถสาธารณะที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ผู้คนที่เมืองนี้ใช้พลังงานสะอาด นักท่องเที่ยวที่นี่นิยมปั่นจักรยานรอบเมือง ชมไร่องุ่นและโรงผลิตไวน์ และดื่มด่ำกับธรรมชาติที่สุดแสนจะเพอร์เฟค

                ในการสำรวจทั้งหมด 140 ประเทศ กรุงเทพมหานครของเราติดอันดับ 100 ด้วยนะ และถ้าใครอยากรู้ว่าเขาประเมินยังไงไปดูได้ใน The Global Liveability Index 2018 บนเว็บไซต์ของ The Economist ได้เลย และนี่คือ 10 เมืองที่น่าอยู่ที่สุดของโลกที่เรานำข้อมูลมาฝากกัน หวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนเดินทางอันใกล้นี้ของพวกคุณนะ

เครดิตภาพ: https://pixabay.com/photos/vienna-downtown-panorama-1460110/

24 ชั่วโมงใน Warsaw (ตอนที่ 2)

เมื่อตอนที่แล้วได้ปิดตอนด้วยการหาข้อมูลการเดินเที่ยวในวอร์ซอพร้อมกับจิบชาผลไม้ หอม ๆ อุ่น ๆ ไปแล้ว ก็เลยพอจะได้ข้อมูลมาบ้างแล้วว่า ในวอร์ซอร์เขาไปเที่ยวที่ไหนกัน ตรงไหนคือสถานที่ยอดนิยม และตรงไหนคือจุดที่พลาดไม่ได้ และเนื่องจากที่โปแลนด์หน้าหนาวจะมืดเร็วมาก เวลาสี่โมงห้าโมงเย็นนี่คือมืดยังกับเวลาสามสี่ทุ่ม เมื่อเป็นแบบนั้นจึงไม่ควรรอช้า รีบจัดแจงเสื้อโค้ท หมวก ถุงมือ และก็ไม่ลืมถุงร้อน (เพราะข้างนอกมันคงหนาวมาก) ออกไปเดินท่องราตรีในเมืองวอร์ซอกันเถอะ
เมืองใหม่และเมืองเก่า (New Town Vs Old Town)

นี่ถ้าไม่เปิดกูเกิล คงไม่รู้ว่าวอร์ซอว์แบ่งเป็นโซนเมืองใหม่ และเมืองเก่า ฝั่งเมืองใหม่คือแถวที่เดินผ่านมาจากสถานีรถไฟ มีตึกสำนักงานสมัยใหม่ ห้างสรรพสินค้า และตึกสูงยิ่งใหญ่ใกล้สถานีรถไฟ คือ Palace of Culture and Science (มีชื่อเล่นเป็นภาษาโปแลนด์ Pekin) ได้ยินมาว่าเป็นตึกที่รัสเซียมาสร้างไว้ แต่พอหาข้อมูลลึกไปอีกเขาก็บอกว่าโจเซฟ สตาลิน ผู้นำสหภาพโซเวียตสมัยนั้นมาสร้างเป็นของขวัญให้กับชาวโปแลนด์ระหว่างที่อยู่ภายใต้การควบคุมของสหภาพโซเวียตนั่นเอง ส่วนฝั่งเมืองเก่าจะเป็นย่านที่นักท่องเที่ยวมาเดินชมสถาปัตยกรรม โบสถ์ และพวกอนุสรณ์สงครามโลก ที่สำคัญเมืองเก่าที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยองค์การยูเนสโกอีกด้วย

Warsaw Old Town เมืองมรดกโลก

ดูจากแผนที่แล้วอยู่ไม่ไกลจากที่พักนัก เดินไปประมาณ 15 นาทีก็ถึงแล้ว พอเดินออกมาตรงถนนละอองฝนลอยคลุ้งไปหมด มีคนที่ท่าทางเหมือนนักท่องเที่ยวเดินอยู่ เลยเดินตามเขาไป เดินขึ้นเนินไปแป๊บเดียวก็เจอลานกว้าง ๆ ที่มีต้นคริสมาสต์ และมีเพื่อน ๆ นักท่องเที่ยวเดินเต็มไปหมด…ในที่สุดเราก็มาถึงแล้ว ย่านเมืองเก่าวอร์ซอว์อยู่ตรงนี้เอง

เนื่องจากเป็นช่วงปลายเดือนธันวาคม ควันหลงคริสมาสต์ก็เลยยังมีอยู่ ต้นคริสมาสต์ประทับไฟสวยดี ผู้คนเดินถ่ายรูปมุมนั้นทีมุมนี้ที ชอบตรงที่กลางลานมีแสดงดนตรีพวกเครื่องเป่าและเครื่องดีด ซึ่งเขาเล่นได้ไพเราะมากเลย พอเดินเข้าโบสถ์มักจะเจอป้ายโฆษณาคอนเสิร์ตแถวด้านหน้าโบสถ์ ซึ่งคืนนั้นเป็นงานแสดงเปียโนเพลงของโชแปง หันไปอีกฝั่งมีประวัติโชแปง พอได้ศึกษาถึงทราบว่าโชแปงเป็นบุคคลสำคัญมากของกรุงวอร์ซอ มีอนุสาวรีย์โชแปง อีกทั้งมีการนำชื่อโชแปงมาตั้งเป็นชื่อสนามบิน (Warsaw Chopin Airport) อีกด้วย นอกจากนี้เราจะสังเกตเห็นว่าชื่อสถานที่สำคัญ และชื่อนามสกุลวีรบุรุษสงครามที่ตั้งอนุสรณ์ไว้ในโบสถ์เกือบจะทุกคน ลงท้ายด้วย -ski ลองหาข้อมูลจึงถึงบางอ้อ ว่านามสุกลคนสมัยก่อนจะนิยมตั้งเพื่อบ่งบอกว่ามาจากถิ่นฐานไหน (-ski คงหมายถึงคนที่อยู่แถบประเทศโปแลนด์ คนโปแลนด์ถึงได้ตั้งนามกุลลงท้ายเหมือน ๆ กัน)

ความประทับใจในการเที่ยววอร์ซอครั้งนี้ คงเป็นความสวยงามของเมืองเก่า ช่วงเวลา เดินเล่นเพลิน ๆ ช้อปปิ้งเบา ๆ เน้นพวกของพื้นเมืองและของที่ระลึกน่ารัก ๆ เข้าร้านอาหารไปกินอาหารเย็นอร่อย ๆ  แล้วก็เดินชมแสงไฟระหว่างทางกลับโรงแรม และได้ตั้งชื่อโปแลนด์เล่น ๆ สำหรับคนชอบเดินทางว่า Travelimski…ทราเวลลิซึมสกี้