เยือนตลาดค้าส่งปลาแห่งใหม่ของเมืองโตเกียว ตลาดปลา Toyosu

จากที่เราเคยทราบข่าวกันดีกว่าตลาดปลาชื่อดังขนาดใหญ่และเก่าแก่ของเมืองโตเกียวอย่างตลาดปลา Tsukiji ได้ปิดตัวลง ทางญี่ปุ่นก็ได้เปิดตัวตลาดค้าส่งปลาและอาหารทะเลแห่งใหม่อย่างตลาดปลา Toyosu ที่มีความยิ่งใหญ่ไม่แพ้ตลาดปลาที่แรก มีขนาดกว่า 407,000 ตารางเมตร มีความเป็นระเบียบแถมยังมีอะไรให้นักท่องเที่ยวได้ชมกันเพลิน ๆ และได้ความรู้นอกเหนือไปจากการมาช้อปข้าวของเครื่องใช้ เครื่องปรุงวัตถุดิบญี่ปุ่นและรับประทานอาหารญี่ปุ่นขั้นเทพอีกด้วย โดยตลาดจะแบ่งออกด้วยกันเป็น 3 ส่วน มีอะไรบ้างมาดูกันเลย

ตึกประมูลปลาในร่มขนาดใหญ่ Fish Wholesale Market Building

จุดประสงค์หลักหนึ่งของตลาดปลา Toyosu แห่งนี้ก็คือเป็นแหล่งประมูลปลาทูน่า โดยเขาจะเปิดประมูลปลาทูน่ากันที่ตึกนี้อย่างเป็นสัดส่วนและมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างมาก มีส่วนประมูลด้านล่างซึ่งเปิดให้ผู้ประมูลปลาได้เข้าร่วมการประมูล ส่วนสำหรับนักท่องเที่ยวจะแบ่งเป็น 2 ส่วนก็คือด้านล่างที่เป็นกระจกกั้นและด้านบนที่เป็นหน้าต่างกระจก โดยทั้ง 2 ส่วนนี้จะเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมการประมูลปลาได้อย่างใกล้ชิด แต่ว่าหากอยากจะเข้าชมจริง ๆ ควรจะต้องเตรียมการสอบถามล่วงหน้าว่ามีการเปิดให้เข้าชมหรือไม่เพราะบางครั้งนักท่องเที่ยวก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าชมการประมูลปลาทั้งจากนอกกระจกด้านล่างและจากหน้าต่างบานกระจกด้านบนและจะต้องทำการจองล่วงหน้าอีกด้วย

รับประทานอาหารจากร้านอาหารญี่ปุ่นขั้นเทพที่ตึก Fish Intermediate Wholesale Market Building

หลังจากที่ดูการประมูลปลาไปอย่างจุใจแล้ว หากท้องเริ่มจะหิวก็สามารถเดินทางมายังในส่วนของตึก Fish Intermediate Wholesale Market Building ซึ่งเป็นตึกที่เต็มไปด้วยร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดัง ย้ายมาจากตลาดปลาแห่งเก่าอย่างร้าน Sushi Dai และยังมีร้านอื่น ๆ อีกเพียบกว่า 22 ร้าน และที่ชั้นบนสุดของตึกหรือชั้น 4 จะมีร้านขายอุปกรณ์และเครื่องครัวต่าง ๆ ของญี่ปุ่นให้เลือกซื้อกลับบ้านมากมาย ไม่ว่าจะเป็นจาน ชามหรือมีดคมกริบสำหรับหั่นปลาและเนื้อ รวมถึงวัตถุดิบสำหรับทำอาหารอย่างเช่น วาซาบิ ไข่หวานที่สามารถซื้อทานเล่นระหว่างที่กำลังเดินช้อปปิ้งและปลาแห้งต่าง ๆ

ซื้อผักและผลไม้สดๆ จากฟาร์มในญี่ปุ่นที่ตึก Fruit and Vegetable Market Building

ที่ตลาดปลา Toyosu ไม่ได้มีแค่การประมูลปลาอย่างเดียว แต่ก็มีการประมูลผักและผลไม้กันด้วย โดยนักท่องเที่ยวสามารถชมการประมูลผักกันได้จากทางบานกระจกเช่นเดียวกับตึกประมูลปลา พร้อมทั้งมีร้านอาหารชื่อดังอีกหลายร้านที่แบ่งมาตั้งอยู่ที่ตึกนี้อย่างเช่น Sushi Daiwa ซึ่งอร่อยไม่แพ้ Sushi Dai เลยล่ะ คอนเฟิร์ม

หลาย ๆ คนเมื่อทราบว่าตลาดปลา Tsukiji ได้ปิดตัวลงก็อาจจะรู้สึกเสียดาย เพราะว่าเป็นตลาดปลาที่มีสีสัน มีอาหารญี่ปุ่นอร่อย ๆ ราคาไม่แพงหลายร้านให้เลือกซื้อทานกัน แต่ขอบอกว่าตลาดปลาแห่งใหม่นี้เขาเอาทุกอย่างที่ทุกคนชื่นชอบกันที่ตลาดปลาแห่งเก่ามาตั้งไว้อย่างจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านขายวัตถุดิบญี่ปุ่นที่หาซื้อได้ที่อื่นค่อนข้างยากและขายอุปกรณ์ทำครัวญี่ปุ่น อีกทั้งยังมีการจัดโซนให้เป็นระเบียบขึ้น อยู่ในร่ม เดินสบาย ติดกับรถไฟฟ้าและ Skywalk รับรองว่าคุณจะต้องชอบที่นี่ไม่แพ้กับตลาดปลาแห่งเก่าอย่างแน่นอน

มาตั้งเป้าหมายการเดินท่องเที่ยวปี 2020 กันเถอะ

เดี๋ยวนี้สายเที่ยวเขาตั้งเป้ากันยาวๆ จะได้มีเวลาเก็บเงินและมีเวลาวางแพลนการเดินทางและการหาที่พัก คาดว่าโซนยุโรป โดยเฉพาะบรรดาเมืองขึ้นชื่อทั้งหลาย หลายคนไปมาบ้างแล้ว บางคนอาจไปหลายครั้งจนอาจจะเบื่อแล้วก็ได้ เพราะฉะนั้นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวต่างประเทศในช่วงปีหลังๆ มานี้ เราจึงเริ่มเห็นว่าเราไปเที่ยวในสถานที่ที่มันทรหศมากขึ้นและเดินทางลำบากกว่าเมืองโรแมนติกที่คุ้นเคยหลายเท่านัก และนี่คือ 4 จุดหมาย ที่อยากไปให้ได้ในเร็วๆ นี้

Everest Base Camp ประเทศเนปาล

                เห็นเขาไป Trekking ที่เนปาลแล้วก็อยากไปบ้าง เห็นเขาว่ากันว่าเป็นการเดินเท้าไปถึง base camp ที่ความสูงประมาณ 5,000 เมตร (ซึ่งยอดเขาเอเวอเรสต์สูง 8,800 เมตร) ระหว่างทางวิวสวยมากและยังจะได้สัมผัสวิถีชาวภูเขาด้วย ฟังแบบนี้แล้วกระตุ้นความอยากไปมากๆ เลย ซึ่งการจะไปแบบนี้ต้องเตรียมตัวอย่างดี เตรียมร่างกายให้แข็งแรง เตรียมเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น เนี่ย…มันต้องไปซักครั้งให้ได้

Rush Lake Trek ประเทศปากีสถาน

                คนรู้จักไปมา เห็นภาพแล้วมันดีงามมากเลย นอกจากการเดิน trekking แบบลุยๆ ที่เราชอบแล้ว ภูมิประเทศที่ปรากฎมันสวยมาก เขาบอกว่าต้องเดินตามเส้นทางที่ข้ามธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ Hopper Glacier ต่อด้วย Barpu Glacier, Black Glacier, White Glacier มันมีทั้งความแห้งแล้ง ความหนาวเย็น และความเขียวขจีสวยงามที่ซ่อนอยู่ เหมือนความรู้สึกเวลาเราได้ยินคำว่าปากีสถานนั่นแหล่ะ มันฟังดูอันตรายนะ แต่ในความอันตรายมันก็มี Rush Lake Trek ซ่อนอยู่

อิตตอกกอร์ตูมีต กรีนแลนด์

                เพราะนึกถึงความรู้สึกเป็นอิสระและการปลดปล่อยความเป็นตัวเอง ในหนังเรื่อง The Secret Life of Walter Mitty และวิวในฉากนั้นรวมถึงวิว landscape เจ๋งๆ ในเรื่องก็ติดตาตรึงใจมาตลอด กรีนแลนด์จึงเป็นตัวแทนของสถานที่แห่งนั้นที่เราอยากจะไปสัมผัสซักครั้ง โดยเมืองจุดหมายที่จะไปคืออิตตอกกอร์ตูมีต (Ittoqqortoormiit) หมู่บ้านชาวประมงที่สงบเงียบ เขาว่ากันว่าสามารถมองเห็นแสงเหนือได้จากหน้าต่างที่พักด้วยนะ และธรรมชาติของที่นั่นก็อัศจรรย์มาก ความจริงถ้าไปถึงกรีนแลนด์ไม่ได้ จะตั้งเป้าให้ตัวเองไปแค่นอร์เวย์ สวีเดน หรือไอซ์แลนด์ก็พอแล้ว แต่จะไปทั้งทีมันต้องไปที่ที่อยากไปที่สุดก่อนดิ ว่าไหม!

Amsterdam ประเทศเนเธอร์แลนด์

                ท้ายสุดแล้วจะไปไหน ก็ต้องย้อนกลับมาดูเงินในกระเป๋าด้วยจ้า อีกหนึ่งจุดหมายที่คงไม่ได้โหดและแพงเท่า 3 จุดหมายด้านบน และก็อยู่ในลิสต์รายชื่อเมืองที่อยากไปมานานแล้วก็คืออัมสเตอดัมนั่นเอง เป็นเมืองรักโลกรักสิ่งแวดล้อม เมืองจักรยาน คลองสวย ผู้คนรักโลกและรักสุขภาพ สองสามปีที่ผ่านมาการเดินทางท่องเที่ยวยุโรปที่วางแผนไม่ค่อยดี ทำให้พลาดเมืองนี้ทุกครั้ง ถ้าได้ไปกะว่าจะปักหลักที่นี่ซักสองสามวัน ปั่นจักรยานซักหนึ่งวัน เดินชมดอกไม้จิบกาแฟซักหนึ่งวัน และก็ช้อปปิ้งซักหนึ่งวัน ฟังดูเหมือนชีวิตดีจัง ถ้าจะทำได้แบบนั้น ก็ต้องขยันทำงานมากขึ้นเยอะเลยนะ

                สถานที่ที่เลือกมามีทั้งโหดมาก โหดน้อย ซึ่งถ้าเลือกแล้วว่าจะไปต้องเริ่มวางแผนและเตรียมตัวกันยาวๆ เลยล่ะ และนี่ก็คือเป้าหมายสำหรับ Next Trip ของพวกเรา เป็นการกำหนดเส้นทางใหม่ๆ สถานที่ใหม่ๆ…เพราะชีวิตคือการเดินทาง อยากรู้ว่าเป็นยังไง เราต้องไปค้นหาเองนะ

เครดิตภาพ: https://pixabay.com/photos/tasiilaq-greenland-east-greenland-892503/ 

One Day Trip นั่งเรือเรื่อยเปื่อยจาก Lausanne ไปโผล่ Montreux

เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นเมื่อคุณเดินชมเมืองชมโบสถ์ อาคารบ้านเรือน และช้อปปิ้งในโลซานน์อย่างหนำใจแล้ว นึกขึ้นได้ว่าน่าจะนั่งเรือชมทะเลสาบซักหน่อย และท่าเรือก็อยู่ใกล้สถานีรถไฟนี่เอง นั่งเมโทรไปแปปเดียวก็ถึง นั่นแหล่ะคือที่มาของการนั่งเรือเรื่อยเปื่อยกินเวลาครึ่งค่อนวัน

                Montreux (มองเทรอซ์) จุดหมายปลายทางที่เราจะไปนั้นเป็นเมืองตากอากาศของสวิตเซอร์แลนด์ ตั้งอยู่บนรายฝั่งของทะเลสาบเจนีวา เคยเป็นทางผ่านของถนนสมัยโรมัน ที่ใช้เดินทางจากอิตาลีสู่นครอเวนติกัม (Aventicum) เมื่องหลวงของโรมัน คนที่นี่ส่วนใหญ่จะทำงานหรือธุรกิจเกี่ยวกับการจำหน่ายเครื่องยนต์ การขนส่งสินค้า โรงแรมและร้านอาหาร และมีบางส่วนที่ทำโรงงานอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง และมีส่วนน้อยที่ทำเกษตรกรรม ผลิตภัณฑ์ไม้ และการประมง เพราะฉะนั้นในเมืองในนี้ก็จะเห็นอาคารและสิ่งก่อสร้างที่ทันสมัย อาคารโรงแรมและอพาร์ทเม้นท์มีให้เลือกมากมาย รูปทรงล้ำสมัยและแปลกตาดี ความจริงสามารถนั่งรถไฟจากโลซานมามองเทรอซ์เลยก็ได้ ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง แต่เราตั้งใจไว้แล้วว่าจะนั่งเรือนี่เนอะ เพราะงั้นพอออกจากเมโทรก็เดินลิ่วๆ มาท่าเรือเลยจ้า สามารถใช้ SWISS PASS ขึ้นเรือได้เลย ก่อนขึ้นเรือเจ้าหน้าที่บอกว่าเป็นเรือไปที่ไหน รอบเวลาเท่าไหร่ จากนั้นก็จะให้เข้าแถวเดินขึ้นเรือ เราก็เดินตามลุงป้าไป เจอคนไทยเยอะแยะ (ต้องยอมรับว่าคนไทยเที่ยวสวิสเยอะมาก) บนเรือจะมีที่นั่งแบบธรรมดา กับแบบวีไอพีนะ จะบอกว่ามีคนแถวนี้หลงไปนั่งโซนวีไอพี ทั้งที่ตัวเองถือตั๋วธรรมดา นั่งชมทะเลสาบไปพลางคิดว่า เอ…ทำไมได้ที่นั่งดีจัง ลมเย็นสบาย เห็นวิวเกือบจะสามร้อยหกสิบองศา รอบข้างส่วนใหญ่เป็นคุณตาคุณยายมาแบบเป็นคู่ ที่ไหนได้เจ้าหน้าที่มาแจ้งว่า “คุณกำลังนั่งโซนวีไอพีนะฮะ กรุณาย้ายไปนั่งชั้นล่างด้วย” หน้าแห้งเลย ฮ่าๆ 

                เอาล่ะ ลงมาชั้นล่างแล้ว เจอเพื่อนๆ หลากหลายวัยเยอะดี ไม่เกร็งเหมือนนั่งชั้นบนแฮะ พอเจอวิวสวยๆ พวกเขาจะส่งเสียงฮือฮา เรามองไปบนฝั่งเห็นบ้านเรือนริมทะเลสาบแล้วรู้สึกอิจฉาพวกเขาจังเลยที่ได้อยู่ในประเทศที่สวยขนาดนี้ ถัดจากชุมชนเราจะเห็นไร่องุ่นประปราย เรือจะจอดทุกท่าเราก็จะมีเพื่อนใหม่ขึ้นเรือมาเรื่อยๆ ซักพักจะเห็นปราสาทกลางน้ำ และเรือก็จอดเทียบท่าที่มองเทรอซ์ในที่สุด เย้! จริงๆ กะแค่เดินเล่นในเมืองเลยไม่ได้ไปแลนด์มาร์คใดๆ (ถ้าคนมีเวลามากพอแนะนำให้ไปปราสาทชิลยอง และไร่องุ่นมรดกโลกที่เมืองลาโวซ์ นั่งรสบัสไปได้ไม่ไกล) และรู้ตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองติดแหงกอยู่ที่ตลาดเล็กๆ น่ารักริมทะเสสาบ ใกล้ๆ ท่าเรือนั่นแหล่ะ เป็นตลาดที่คนมาขายของท้องถิ่น ของแฮนด์เมคน่ารักมากมาย เดินชมเพลินจนล่วงเลยเวลา

                และแล้วทริปนั่งเรือไป Montreux ก็จบลงด้วยดี ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะเดินทางจากมองเทรอซ์ต่อไป Interlaken หรือไม่ก็ไป Zermatt เมืองในหุบเขายอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวไทย (ถึงขนาดมีป้ายแจ้งข้อมูลเป็นภาษาไทยในสถานีรถไฟ และร้านอาหารบางร้านมีเมนูอาหารภาษาไทยด้วย) ถ้ามีโอกาสจะมารีวิวทริป Zermatt นะฮะทุกคน

เครดิตภาพ: https://pixabay.com/photos/lake-mountains-landscape-montreux-3918137/

ไปเดินตะลุยหิมะที่โปแลนด์ Tatra National Park, Poland

เขาว่ากันว่าอุทยานแห่งชาติ Tatra National Park ซึ่งเป็นอุทยานที่อยู่ระหว่างชายแดน Poland และ Slovakia มี Rybi Potok Valley เป็นเส้นทางเดินเขาของชาวโปแลนด์ท้องถิ่น ข้างบนเขานั้นมีทะเลสาบ Morskie Oko (ออกเสียงว่ามอสกี้โอโกะ) คนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวต่างถิ่นนิยมมาพักผ่อนและชื่นชมธรรมชาติ จะว่าไปแล้วคงเหมือนการเดินขึ้นภูกระดึงของบ้านเรา มีผู้คนแวะเวียนไปเยี่ยมชมไม่ขาด ถึงจะเดินไกล เส้นทางทรหศแหละเหนื่อยขนาดไหน พอไปถึงบนนั้นแล้วจะหายเหนื่อยไปเลยเพราะธรรมชาติมันสวยมาก แถมยังได้เก็บช่วงเวลาแสนประทับใจในการใช้เวลาลำบากแต่สนุกสนานร่วมกันกับเพื่อน ๆ …ถ้าเช่นนั้น มาลองดูกัน ว่าเดินตะลุยหิมะ กับเดินขึ้นภูกระดึง อย่างไหนโหดกว่ากัน

Morskie Oko ตำนานเล่าว่ามันคือดวงตาแห่งทะเล

Morskie Oko เป็นทะลสาบที่อยู่บนเทือกเขา Tatra เขาบอกว่าที่นี่เป็นแหล่งชุมนุมของปลาเยอะมาก (โดยเฉพาะปลาเทราต์) โดยชื่อ Morskie oko ตรงกับภาษาอังกฤษ Sea Eye หรือ Eye of the sea เพราะทะเลสาบนี้มีจุดเชื่อมกับทะเล อาจจะผ่านทางการไหลของน้ำใต้ดิน ในช่วงเวลาปกติน้ำในทะเลสาบใส รายล้อมด้วยภูเขา และต้นไม้สีเขียวสดใส แต่ในช่วงฤดูหนาว ทะเลสาบจะกลายเป็นน้ำแข็งและถูกปกคลุมด้วยหิมะ มองไปทางไหนก็มีแต่สีขาวเต็มไปหมด ซึ่งช่วงเวลาที่เราจะไปเดินเขาครั้งนี้ ก็คือช่วงที่เต็มไปด้วยหิมะนี่แหล่ะ

การเดินทาง

เมื่อจุด start อยู่ที่เมืองคราคูฟ (Krakow) การเดินทางมาที่อุทยานฯ ก็สามารถนั่งรถบัสจากสถานีเดินรถที่ คราคูฟ ไปยังเมืองซาโกปาเน (Zakopane) โดยรถบัสสายนี้มีทุก 15-30 นาที เราเลือกรอบ 07.10 น. มาถึง  ซาโกปาเน เกือบ 10 โมง ระหว่างนั่งรถมาก็เห็นทิวทัศน์ที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปจากตึกเก่าในเมือง เริ่มเป็นท้องทุ่ง และก็…โห นั่นมันหิมะสุดลูกหูลูกตา (ไอ้ฉากหิมะที่เราเคยเห็นในหนัง Fargo กับ Hateful Eight มันเป็นแบบนี้นี่เอง) เมื่อถึงซาโกปาเนแล้ว นั่งรถตู้ต่อมาอีกประมานครึ่งชั่วโมงถึงทางเข้าอุทยาน มีค่าเข้าประมาน 1 ยูโร พอเข้ามาจะมีรถม้ารับจ้าง (แต่เราไม่นั่งรถม้านะ เพราะตั้งใจมาเดินตะลุยหิมะนี่นา) ขากลับก็เดินลงมาขึ้นรถตู้ที่หน้าอุทยาน กลับไปที่สถานีรถซาโกปาเน แล้วก็นั่งรสบัสกลับคราคูฟ การเดินทางค่อนข้างสะดวก ความจริงตอนขึ้นรถบัสเราสามารถเดินขึ้นรถแล้วจ่ายเงินกับคนขับได้เลย ไปต้องไปซื้อที่เคาน์เตอร์ก็ได้

Morskie Oko Vs ภูกะดึง
            เราจะได้เห็นว่าคนโปแลนด์เขาก็มาเดินเขาเยอะเหมือนกันนะ มากันเป็นครอบครัว มาเป็นคู่นี่เยอะมาก (เดินจับมือกัน และชอบถ่ายรูปจุ๊บปากกัน จุดจุมวิวทุกจุดที่เขาถ่ายรูปกัน เราจะได้เห็นฉากเลิฟซีนเบา ๆ แบบนี้แหล่ะ) มาเป็นแก๊งก็เยอะ ประมานว่ามาวัยรุ่นมาเป็นกลุ่มมือขวาจูงมือแฟนสาว มือซ้ายถือขวดเบียร์ (เริ่มเหมือนภูกระดึงแล้วไหมล่ะ) ที่นี่มีจุดพักประมาณ 7 จุด เป็นจุดถ่ายรูปและมีห้องน้ำบริการ ภูกระดึงก็มีจุดพักเป็น “ซำ” หลายซำ แต่ต่างกันตรงที่มอสกี้โอโกะไม่มีของขาย มีจุดเกือบจะสุดท้ายที่เป็นจุดพักใหญ่จุดเดียวที่มีร้านขายอาหารและเครื่องดื่ม

ทางที่เราเดินขึ้นมาเป็นหิมะ และพอหิมะผ่านการเดินเหยียบย่ำจะแข็งลื่นมาก ก็จะได้เห็นคนล้มคนลื่นเป็นระยะ เหนื่อยมากกว่าจะถึงจุดหมายที่เป็นทะเลสาบ ตรงหน้าทะเลสาบมีร้านอาหาร คนที่มาเป็นครอบครัวก็จะพากันกินขนมปัง แซนด์วิช ขนมที่เตรียมมากันตรงนี้ เป็นภาพที่น่ารักดี แต่จะบอกว่าข้างบนนี้หนาวมาก หนาวจนหน้าชา มือชา ขาชาไปหมด มองลงไปจะเห็นทะเลสาบกลายเป็นน้ำแข็งและมีหิมะเต็มไปหมด

สวยและประทับใจมากเลย ถือว่าเป็นสถานที่เที่ยวที่คนไทยยังไม่ค่อยนิยมไปกันเท่าไหร่นัก แนะนำว่าถ้ามาเที่ยวโปแลนด์ แล้วมีเวลาหลายวันหน่อย ลองแบ่งเวลาไว้มาที่นี่ซักวัน จะได้ฟีลลิ่งการเที่ยวแบบลุย ๆ เจอธรรมชาติสวย ๆ ที่สำคัญคือมีเพื่อนร่วมทางเยอะมาก เวลามีคนเลื่อนหิมะ จะมีคนมาช่วยดึงช่วยลาก ทั้งที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ซึ่งตอนไปภูกระดึงก็มีแบบนี้ ถือว่าเป็นการเที่ยวในสถานที่ต่างกัน แต่ให้ความรู้สึกประทับใจเหมือนกัน

15 นาทีในซูริค สวิสเซอร์แลนด์

ต้องเท้าความกันนิดนึง สำหรับทริปนี้เป็นการเดินทางโดยรถไฟจาก Zermatt ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ โดยใช้ตั๋ว SWISS PASS มาต่อรถไฟที่ Zurich เพื่อจะเดินทางต่อไปที่ Salzburg ประเทศออสเตรีย ซึ่งตามตารางเวลาจะเห็นว่าอีกประมาณ 45 นาที รถไฟเที่ยวที่เราไปนั่งไปออสเตรีย ถึงจะออกจากชานชาลา ตอนนั้นเองที่หันไปขอความเห็นกับน้องสาวสุดที่รักว่า “เราวิ่งขึ้นไปดูเมืองหน่อยไหม ไหน ๆ ก็มาซูริคแล้ว” พยักหน้าพร้อมกัน แล้วตกลงกันว่ามีเวลาข้างบนนั้นแค่ 15 นาที !!! ไม่รอช้า รีบไปฝากกระเป๋า แล้วไปยังทางออกสถานีรถไฟ วิ่งขึ้นบันได อึดใจต่อมาภาพเมืองซูริคก็ปรากฏอยู่ข้างหน้าแล้ว

ซูริคในวันนั้น ท้องฟ้าใส

พอออกมาจากสถานีรถไฟ Zurich Main Station หรือ Zurich HB (ได้ยินเขาออกเสียงว่า ซูริคฮาฟบานฮูฟ) จะเห็นแม่น้ำเล็ก ๆ อยู่ด้านหน้าสถานี ข้างแม่น้ำนั้นก็เป็นถนน ซึ่งมีรถยนต์และรถรางวิ่งไปมา เราตัดสินใจวิ่งไปทางขวามือ ข้ามแม่น้ำไปอีกฝั่ง เพื่อเดินไปถ่ายรูปตรงสะพาน ซึ่งมองเห็นโบสถ์สูง ๆ และตึกสวย ๆ และคุยกันว่าให้รีบวิ่งข้ามสะพานเพื่อจะอ้อมกลับมาที่สถานีรถไฟ

วันนั้นอากาศเย็นกำลังดี ท้องฟ้าสดใส ผู้คนยิ้มแย้ม เราสองคนทั้งเดินเร็ว และวิ่งเลียบแม่น้ำ หยุดถ่ายรูปกลางสะพาน ถ่ายรูปตึกสวย ๆ ถ่ายรูปท้องฟ้าคู่กับยอดโบสถ์ที่ยังไม่รู้จักชื่อ ช่วงเวลาสั้น ๆ แต่มันมีความสุข สนุก และตื่นเต้นมากเลยนะ พอวิ่งกลับมาที่สถานีรถไฟ เราสองคนวิ่งไปล็อคเกอร์ที่ฝากกระเป๋า ช่วยกันลากกระเป๋าไปขึ้นรถไฟได้ทันเวลาแบบพอดิบพอดี

 It’s not about having time, it’s about making time

อย่างที่บอก เรามีเวลาแค่ 15 นาที แต่เราสองคนทำได้…เราได้รูปมาหลายสิบรูป และได้ความสุข สนุก และตื่นเต้น นึกในใจว่าทำไมความกระตือรือร้นที่ของการ making time มันไม่เกิดขึ้นตอนที่เราทำงานบ้างนะ ฮ่าฮ่า แต่ยังไงก็ตาม 15 นาที   ที่เกิดขึ้นวันนั้น กลับมาเตือนเราอยู่เสมอว่าไม่ว่าเราจะมีเวลามากหรือน้อยแค่ไหนก็ตาม ถ้าสิ่งนั้นเป็นเรื่องที่เราตั้งใจจะทำแล้วล่ะก็ เราย่อมทำได้ทันเวลาเสมอ…(เก็บไว้บอกตัวเองทุกครั้ง ที่หัวหน้าตามงาน)

เพราะซูริคไม่ได้อยู่ในแผนการเดินทางของเรา เป็นแค่จุดต่อรถไฟ เราเลยไม่ได้หาข้อมูลมาเลยว่าไฮไลท์ของที่นี่มีอะไรบ้าง จะว่าไปก็เสียดาย เราน่าจะแวะพักที่นี่ซักคืน เพราะหลังจากออกจากซูริค เรากูเกิลหาข้อมูลแล้วเจอที่เที่ยวน่าสนใจทั้งนั้นเลย ก่อนอื่นหาชื่อแม่น้ำหน้าสถานีรถไฟชื่อแม่น้ำลิปมัน (Limmatp) เป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านเมืองซูริคและไหลลงสู่ทะเลสาบ Lake Zurich ที่อึ้งจนต้องร้องเห้ยคือ…ถัดจากสะพานที่เราถ่ายรูปไปอีกนิดก็คือทะเลสาบแล้ว น่าเสียดายมาก!!! นอกจากนั้นใกล้ ๆ เป็นย่านช้อปปิ้ง และมีเมืองเก่าที่น่าไปเดินเที่ยวชม โบสถ์สูงที่เราถ่ายรูปชื่อ Grossmuenster เป็นมหาวิหารหอคอยแฝดสไตล์โรมาเนสก์อันโด่งดัง มีมิวเซียม มีโรงละครโอเปร่า และอื่น ๆ เยอะมากจนคิดว่า…เก็บตังค์มาเที่ยวซูริคเถอะ..และแน่นอนว่าต้องมากกว่า 15 นาที!

24 ชั่วโมงใน Warsaw (ตอนที่ 1)

เมื่อเสียงเพลงยุค 90 ดังคลออ้อยอิ่ง และข้างนอกฝนตกปรอย ๆ คนที่นอนกลิ้งไปมาบนที่นอน ซึ่งไถ twitter มาแล้วเกือบจะสองชั่วโมง นึกครึ้มอกครึ้มใจเปิดดูราคาตั๋วเครื่องบินไปยุโรป เปิดดูทั้งเว็บไซต์เอเจนซี่และเว็บไซต์ตรงสายการบิน เหมือนสวรรค์เข้าข้าง ตั๋วเครื่องบินของสายการบินแห่งชาติของประเทศเพื่อนบ้าน มีโปรโมชั่นลดราคาอยู่พอดี ไม่ต้องคิดอะไรมาก กดจองและจ่ายเงินเลยแล้วกัน ถัดมาอีกสองเดือน ได้มายืนอยู่หน้าสถานีรถไฟในกรุงวอร์ซอว์ ประเทศโปแลนด์ ความรู้สึกเหมือนวาร์ปมาจากวันที่กดจองตัวเครื่องบิน เพราะเวลาผ่านมาเร็วมาก มาถึงโปแลนด์แบบงง ๆ โดยโจทย์สำคัญคือมีเวลาอยู่ในวอร์ซอว์แค่ 1 วัน เพราะพรุ่งนี้ดันซื้อตั๋วเครื่องบินไปปารีสไว้แล้วซะงั้น ที่ตกตบหน้าผากตัวเองแรง ๆ คือไม่ได้หาข้อมูล Warsaw ไม่รู้เรื่องอะไรเลย…นี่เราทำอะไรลงไป?! เอาล่ะ…ก่อนอื่นต้องตามหาที่พัก

ทุลักทุเล เหน็ดเหนื่อย เหน็บหนาว ชื้นแฉะ

เนื่องจากเป็นช่วงเดือนธันวาคม เป็นฤดูหนาว ซึ่งอากาศหนาวมาก หนาวไปถึงกระดูกข้อมือเลย แถมวันนี้ฝนยังตกปรอย ๆ จึงทั้งหนาวทั้งเฉอะแฉะ สังเกตเห็นว่ามีรถเมล์หลายสายวิ่งผ่านไปมาหน้าสถานีรถไฟ แต่ไม่รู้ว่าจะนั่งสายอะไร (บอกแล้วว่าไม่มีข้อมูลอะไรในหัวเลย) เลยปิดแผนที่ กูเกิลนำทางไปที่พัก เมื่อแอพพลิเคชั่นบนมือถือบอกว่าโรงแรมที่จองไว้อยู่ห่างจากพิกัดที่ยืนอยู่ประมาณ 2 กิโลเมตร ก็เลยตัดสินใจ….เดินไป

เดินลากกระเป๋าไปท่ามกลางสายฝนพรำ ผ่านตึกสูงโดดเด่น (ซึ่งไม่รู้ว่าตึกอะไร รู้แต่ว่ามันน่าจะเป็นแลนมาร์คสำคัญของวอร์ซอว์ เพราะมันดูสวยและยิ่งใหญ่มาก) ถัดจากตึงสูงใหญ่ ข้ามถนนเดินเลียบตึก ผ่านห้างสรรพสินค้า เข้าสู่ถนนเส้นเล็ก ๆ ผ่านสวนเล็ก ๆ มีร้านกาแฟ และร้านขายของที่ระลึกน่ารั…นี่ถ้าไม่หนาวเข้ากระดูก คงมีอารมณ์ชื่นชมสองข้างทางและดื่มด่ำความเป็นวอร์ซอว์ได้มากกว่านี้ !

ในที่สุดก็ถึงที่พัก

ที่พักจองเป็นแบบโฮสต์เทล ไม่มีเจ้าหน้าที่คอยให้บริการ จึงต้องบริการตัวเองตั้งแต่หาทางเข้าให้เจอ หาวิธีเปิดประตู และหาห้องพัก แต่…เฮ้ย!! ทำไมประตูเปิดไม่ได้?! เหลือบไปเห็นที่ใส่รหัส…ต้องใช้รหัสสินะ เลยนึกขึ้นได้คลับคล้ายคลับคลาว่ามีอีเมล์จากโรงแรมส่งมาเรื่องการเชคอิน พอเปิดเมล์จึงถึงบางอ้อ สรุปว่ามีเลขรหัส 3 ชุด คือรหัสเปิดประตูข้างนอก ประตูข้างในอีกชั้นนึง และรหัสเปิดประตูห้องนอน และแล้วก็ลืมว่าเพิ่งผ่านความเหน็ดเหนื่อย เหน็บหนาว ชื้นแฉะ เพราะห้องนอนน่ารักมาก (มีห้องนอนแบบห้องใครห้องมันประมาณ 5 ห้อง) ห้องน้ำรวมมี 2 ห้อง และชั้นใต้ดินมีห้องครัว ไปลองสำรวจดูมีของกินตู้เย็น กาแฟและชาผลไม้ มีชุดเครื่องครัวทำกับข้าวกินเองได้ โห…มันดีมากเลย

เมื่อเจออะไรดี ๆ กระบวนการคิดของคนเรามักจะเริ่มทำงาน สิ่งที่น่าสนใจในวอร์ซอคงหนีไม่พ้น สถาปัตยกรรม พวกตึกเก่า อนุสรณ์และประวัติศาสตร์สงคราม ความจริงมีหนังขึ้นหิ้งที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งมีฉากในประเทศโปแลนด์หลายเรื่อง เช่น The Pianist, The Boy in the Striped Pajamas, Schindler’s List ดังนั้น เพื่อให้การเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลครั้งนี้คุ้มค่า กับเวลาและเงินจ่ายไป คงต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม ว่าแลนด์มาร์คและจุดไฮไลท์ของวอร์ซอคืออะไรและตั้งอยู่ตรงไหนบ้าง เอาล่ะ…มาสร้างความฟินในเวลาสั้น ๆ ด้วยการชงชาอุ่น ๆ ไปนอนดริงค์ชิลล์ ๆ ในห้องและพร้อมกับหาข้อมูลการเดินเที่ยวในวอร์ซอว์กันเถอะ